องค์กรที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน ไม่ได้วัดกันเพียงผลงานหรือเป้าหมายที่ทำได้สำเร็จ หากแต่รวมถึงการดูแลคนในองค์กรให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง เพราะเมื่อ “คน” ที่เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดมีความสุขกับการทำงาน องค์กรก็มีพลังที่จะเติบโตได้ในระยะยาว แนวคิดนี้จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐสภาไทยเดินหน้าสร้างให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และภาคีเครือข่าย จัดงาน “เวทีสรุปบทเรียนและสานพลังสู่รัฐสภาองค์กรสุขภาวะ” ภายใต้โครงการรัฐสภาร่วมใจรวมพลังสร้างสุขฯ เพื่อนำเสนอความสำเร็จของการขับเคลื่อนแนวคิดองค์กรสุขภาวะ หรือ Happy Workplace พร้อมประกาศเจตนารมณ์เดินหน้าสู่การเป็นองค์กรสุขภาวะอย่างยั่งยืน

บุคลากร 80.2% สุขภาพดีขึ้น สะท้อนผลสำเร็จเชิงประจักษ์

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เผยว่า รัฐสภาให้ความสำคัญกับสุขภาพของข้าราชการและพนักงานทุกคน เพื่อให้ทำงานรับใช้ประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยนำแนวคิด Happy Workplace ของ สสส. มาพัฒนาบุคลากร สร้างสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมที่ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ จนเกิดผลลัพธ์สุขภาวะที่ดีครบ 4 มิติ ทั้งกาย ใจ ปัญญา และสังคม

ซึ่งผลสำรวจดัชนีสุขภาวะโดยรวม (Healthy Parliament Index) ในข้าราชการและพนักงานรัฐสภากว่า 2,800 คน ภายใต้กรอบความสุข 8 ประการ (Happy 8) ของ สสส. พบว่าดัชนีสุขภาวะที่ดีเพิ่มขึ้นจาก 72.5% ในปี 2566 เป็น 80.2% ในปี 2568 ขณะที่ผลสำรวจความสุขในการทำงานปี 2568 จากผู้ตอบแบบสำรวจ 2,811 คน พบระดับความสุขในการทำงานสูงถึง 82.09% เพิ่มขึ้นถึง 10.81 จุดจากปี 2566

“สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะร่วมกับ สสส. เดินหน้าขับเคลื่อนงานองค์กรสุขภาวะอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด ‘สุขกาย สบายใจ ไร้หนี้ ชีวีมีสุข’ เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจดูแลสุขภาพกายและใจ ให้บุคลากรทุกคนทำงานได้อย่างมีความสุขและมีคุณค่า” นายโสภณ กล่าว พร้อมย้ำว่า จากนี้จะให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรูปธรรมมากกว่าการจัดกิจกรรมเชิงพิธีการ โดยได้ประกาศเปิดโครงการส่งเสริมการออกกำลังกายในองค์กร เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิดของบุคลากรให้ใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจังและต่อเนื่อง


ด้านนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เสริมว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญคือเผยแพร่ “โมเดลต้นแบบการเป็นรัฐสภาองค์กรสุขภาวะ” ให้หน่วยงานที่สนใจนำไปใช้เป็นกรอบแนวคิดกำหนดมาตรการและนโยบายสุขภาพที่เหมาะสมกับองค์กรของตนเอง โดยหัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยงคน กลไก ระบบ และสภาพแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ ผ่านวงจรการเรียนรู้ต่อเนื่อง ตั้งแต่การวิเคราะห์สถานการณ์ กำหนดเป้าหมายร่วม ออกแบบการดำเนินงาน ขับเคลื่อนผ่านเครือข่าย ไปจนถึงติดตามผลลัพธ์และถอดบทเรียนเพื่อขยายผลอย่างยั่งยืน

10 ปีสานพลัง สู่การเป็นโมเดลต้นแบบสุขภาพพร้อมขยายผลทั่วประเทศ

ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เล่าว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สสส. ทำหน้าที่สนับสนุนการทำงานเชิงระบบ (System Facilitator) ร่วมกับรัฐสภา แบ่งเป็น 3 ระยะสำคัญ ระยะที่ 1 (2560-2562) ปรับรูปแบบจากการจัดกิจกรรมสุขภาพแบบครั้งคราว สู่การบูรณาการสุขภาพเข้ากับการบริหารองค์กร เกิดคณะกรรมการขับเคลื่อนงานสุขภาพและนโยบายดูแลสุขภาพครบ 4 มิติ ระยะที่ 2 (2563-2566) พัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพ ระบบเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง และไลน์ทางการ Parliament Health เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพระยะยาว พร้อมจัดทำแผนเสริมสร้างความผาสุกและความผูกพัน 5 ปี (2566-2570)

ส่วนระยะที่ 3 (2567-2569) เป็นช่วงที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด จากการประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพ (Health Outcome Management) ปี 2568 พบว่า บุคลากรรัฐสภามีภาวะดัชนีมวลกาย (BMI) ผิดปกติลดลงเหลือ 60.50% จาก 67.50% ในปี 2566 และภาวะไขมันในเลือดสูงลดลงเหลือ 62.80% จาก 71.10% ในปี 2566 ขณะที่มิติสุขภาพจิต จากการทำ Mental Health Check-In กับบุคลากร 1,399 คน พบความสุขในการทำงานเพิ่มขึ้นเป็น 82.09% จาก 71.28% ในปี 2566 นอกจากนี้ยังมีผู้เข้ารับบริการ Heal Jai Clinic 55 คน และมีความพึงพอใจต่อบริการสูงถึง 86%

การทำงานตลอด 10 ปียังสร้าง “นักสร้างสุของค์กร” 53 คน และ “ผู้นำสุขภาวะระดับวิทยากร” 25 คน เพื่อเป็นแกนนำเปลี่ยนผ่านรัฐสภาสู่องค์กรต้นแบบ พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ทั้ง Healthy Canteen และ Healthy Meeting

“สสส. พร้อมส่งต่อโมเดลและขยายผล โดยจะถอดบทเรียนกว่า 10 ปีของรัฐสภาเป็นองค์ความรู้ที่องค์กรอื่นนำไปปรับใช้ตามบริบทของตนเองได้ ทั้งการพัฒนากลไก ระบบข้อมูล การสร้างผู้นำสุขภาวะ การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ และการติดตามผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนจากกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพครั้งคราว สู่การบริหารจัดการสุขภาวะเชิงระบบอย่างยั่งยืน” ดร.ประกาศิต กล่าวทิ้งท้าย

จากตัวเลขและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงตลอด 10 ปี สะท้อนให้เห็นว่า “องค์กรสุขภาวะ” ไม่ใช่แค่แนวคิดสวยหรู แต่เป็นกลไกที่ทำได้จริงและวัดผลได้ ก่อนจะกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่พร้อมส่งต่อให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมทั่วประเทศ นำไปปรับใช้ สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศให้เข้มแข็งต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน