“สึนามิความร้อน” วิกฤตทะเลเดือด “กรมทะเล” เตรียมถกใหญ่ รับมือสร้างภูมิคุ้มกันให้ทะเลไทย ชี้เป็นกุญแจสำคัญขับเคลื่อนระบบนิเวศทางทะเลให้พ้นวิกฤตได้

เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 69 ดร.ปิ่นสักก์ สุรัวสดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า สภาพภูมิอากาศกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญขึ้นอย่างเงียบ ๆ เมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มหาสมุทรที่เคยทำหน้าที่ดูดซับความร้อนส่วนใหญ่ของโลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Marine Heatwave หรือ “คลื่นความร้อนในทะเล” ซึ่งบางครั้งถูกเปรียบเปรยว่าเป็น “สึนามิความร้อน” ที่กำลังสร้างความกังวลในระดับโลก เพราะแม้จะไม่ปรากฏเป็นคลื่นยักษ์ให้มองเห็นด้วยตา แต่พลังงานความร้อนที่สะสมอยู่ในมวลน้ำสามารถสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบนิเวศใต้ทะเลได้ไม่ต่างจากภัยพิบัติครั้งใหญ่

สอดคล้องกับข้อมูล Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ฉบับที่ 5 รายงานอุณหภูมิของผิวน้ำทะเล (Sea Surface Temperature) จะสูงขึ้นถึง 1–3 องศาเซลเซียส ในปี ค.ศ. 2100 หรือ พ.ศ. 2643

ความน่ากังวลยิ่งเพิ่มขึ้น หากความร้อนในทะเลเกิดพร้อมกับความแปรปรวนของภูมิอากาศระดับโลก โดยเฉพาะซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งอุณหภูมิน้ำทะเล ระดับน้ำทะเล กระแสน้ำ และความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตในทะเลไทย หนึ่งในสัญญาณที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ “ปะการังฟอกขาว”

ดร.ปิ่นสักก์ อธิบายว่า เมื่อความร้อนสะสมในมหาสมุทรสูงขึ้น ปะการัง โดยเฉพาะแนวปะการังน้ำตื้น จะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบ โดยคาดการณ์ว่าจะเกิดปะการังฟอกขาวในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2570

“พื้นที่แนวปะการังน้ำตื้นมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะแนวปะการังส่วนโผล่พ้นน้ำในช่วงน้ำลง เข่น บางพื้นที่ของชุมพรและตรัง เนื่องจากปะการังต้องเผชิญความเครียดหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นและรังสี UV ที่เข้มข้น จึงอาจส่งผลให้เกิดปะการังฟอกขาวในระดับรุนแรงเฉพาะพื้นที่ได้”

ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ปะการัง เพราะในบางช่วง ระดับน้ำทะเลที่ลดต่ำลงกว่าปกติ ยังส่งผลกระทบต่อ “แหล่งหญ้าทะเล” ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของระบบนิเวศชายฝั่ง และเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ทะเลหายากหลายชนิด ทั้งพะยูน เต่าทะเล

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปะการังฟอกขาวในปี 2569 โดยภาพรวมไม่ได้รุนแรงเท่าที่เคยคาดการณ์ไว้ แต่สิ่งที่นักวิชาการและหน่วยงานด้านทรัพยากรทางทะเลกำลังจับตามอง กลับเป็นสถานการณ์ในปี 2570 ต้องเตรียมความพร้อมในการป้องกันผลกระทบ และแผนฟื้นฟูหลังเกิดปะการังฟอกขาว

ในปี 2540 เคยเกิดปรากฏการณ์ Positive Indian Ocean Dipole (pIOD) ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิผิวน้ำทะเลฝั่งตะวันตกที่สูงผิดปกติ และส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงระดับน้ำทะเลตามแนวชายฝั่งทะเลอันดามันให้ลดลงต่ำกว่าปกติ

หากปรากฏการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น พร้อมกับเอลนีโญรุนแรง ปัจจัยทั้งสองอาจเสริมกันจนทำให้แนวปะการังต้องเผชิญทั้งความร้อนสูงและระดับน้ำทะเลต่ำในเวลาเดียวกัน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปะการังฟอกขาวในวงกว้าง

“ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะจากฐานข้อมูลในอดีตในปีเอลนีโญรุนแรง จะทำให้ปะการังฟอกขาวอย่างรุนแรง และปรากฎการณ์ pIOD ร่วมด้วย ดังนั้น ในวันที่ 21 ต.ค.นี้ ทช.เตรียมระดมทีมนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลจากหลายสถาบัน และผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านสมุทรศาสตร์ ปะการัง มาช่วยประเมินสถานการณ์ ทำแผนความเสี่ยง มาตรการรับมือให้พร้อม เพราะถ้าออกมาตรการช้า จะมีผลกระทบกับคนทุกกลุ่มที่ต้องใช้ทรัพยากรทางทะเลร่วมกัน”

ดร.ปิ่นสักก์ กล่าวอีกว่า ตนหวังว่าจะมีปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่าง “Internal Waves” หรือคลื่นภายในมหาสมุทรอินเดีย เข้ามาช่วยบรรเทา Internal Waves เกิดขึ้นทุกปี แต่ความรุนแรงแตกต่างกันไป น้ำทะเลในมหาสมุทรไม่ได้มีอุณหภูมิเท่ากันทุกระดับความลึก แต่มีการแบ่งชั้น มวลน้ำชั้นล่างอุณหภูมิต่ำถึง 2-4 องศาเซลเชียส และชั้นน้ำเหล่านี้ไม่ได้อยู่นิ่ง มันมีการกระเพื่อมเป็นเวฟ ช่วยพัดเอามวลน้ำเย็นใต้ทะเลลึก (Thermocline) ขึ้นมาลดอุณหภูมิน้ำทะเล และระบายความร้อนออกไป ทำให้ฝั่งอันดามันได้รับการผ่อนคลายความร้อนลงได้บ้าง

แต่อีกด้านหนึ่งของไทย โดยเฉพาะอ่าวไทยตอนบนและฝั่งตะวันออก เป็นพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำจืดที่มาจากแม่น้ำสายหลัก ซึ่งมีอณหภูมิน้ำที่สูงกว่า จะส่งผลให้น้ำในพื้นทีชายฝั่งมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนเสริมให้อุณหภูมิน้ำทะเลชายฝั่งสูงกว่าปกติได้มาก เป็นระยะเวลานาน จึงยังคงเป็นจุดเสี่ยงสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังปะการังฟอกขาวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเคยเผชิญการฟอกขาวก่อนหน้านี้จนปะการังเสียหายมากกว่า 30-40% เช่น อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จ.ตราด และอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า–หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง

แม้มนุษย์จะไม่สามารถหยุดยั้งปรากฏการณ์ธรรมชาติได้ทั้งหมด แต่การสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้ปะการังมีความแข็งแรงสมบูรณ์ จึงมีความสำคัญมากโดยเฉพาะมาตรการเชิงรุก เช่น การใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวัง โดยนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เซนเซอร์วัดอุณหภูมิ และวิทยาศาสตร์พลเมือง (Citizen Science) มาประเมินจุดเสี่ยงในแต่ละจุด น้ำตื้น น้ำลึก กระแสน้ำ ทุกอย่างมีส่วนเกี่ยวเนื่อง ดังนั้นเราต้องมีข้อมูลในการประเมินล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ ทช.ยังมีการจัดตั้ง Biobank จัดทำธนาคารชีวภาพทางทะเล (Marine Bank) ทั้งในทะเล และนอกทะเล เพื่อรักษาสายพันธุ์ปะการังหายากและกลุ่มที่ทนทานต่อความร้อนไว้ใช้ฟื้นฟูในอนาคต

การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ด้วยการรณรงค์การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การใช้ครีมกันแดดที่ไม่ทำลายปะการัง (Reef-safe) พร้อมสื่อสารและวางแผนร่วมกับกลุ่มชุมชนประมงและผู้ประกอบการท่องเที่ยวล่วงหน้า เพราะกิจกรรมของมนุษย์อาจส่งผลให้เกิดความเสื่อมโทรมมากขึ้น และหากเกิดปะการังฟอกขาวเกิน 50% เราจำเป็นต้องหยุดกิจกรรมการท่องเที่ยว เพื่อให้ธรรมชาติฟื้นตัว

“เราต้องทำให้สังคมได้ตระหนักและตื่นตัวว่า สึนามิความร้อนทะเล อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อปะการัง เหมือนที่เคยโดนสึนามิในอดีตก็ได้” อธิบดีกรมทะเล กล่าวย้ำ

การเตรียมความพร้อมทางข้อมูล เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศทางทะเลและชุมชนชายฝั่งสามารถก้าวผ่านวิกฤตคลื่นความร้อนในอนาคต

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน