ผอ.JIC จี้ UN อ่าน Joint Statement ครบทุกข้อ ย้ำ “ลวดหนามไม่ใช่เส้นเขตแดน” ปมผู้พลัดถิ่นต้องฟังข้อเท็จจริงสองฝ่าย ย้ำปัญหาเขตแดนต้องใช้กลไกทวิภาคีและ JBC ไม่ใช่ให้บุคคลหรือรายงานวินิจฉัยแทน
วันที่ 2 ต.ค. 2569 ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงการนำเสนอประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยขอให้องค์การสหประชาชาติ (UN) พิจารณาถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย–กัมพูชา (GBC) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างครบถ้วนทุกข้อ ไม่ควรหยิบเฉพาะประเด็นการกลับถิ่นฐานของประชาชนมาพิจารณาแยกออกจากเรื่องแนววางกำลังและปัญหาเขตแดน โดยถ้อยแถลงร่วมกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงแนววางกำลัง และการกลับของประชาชนต้องเป็นการกลับอย่างปลอดภัยในพื้นที่ของฝ่ายตนเอง ขณะที่ปัญหาว่าพื้นที่ใดเป็นของฝ่ายใด ต้องดำเนินการผ่านกลไกทวิภาคีและคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC)
ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าวว่า การเรียกร้องให้ไทยรื้อลวดหนาม เคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ หรือเปลี่ยนมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อเปิดทางให้บุคคลเข้าพื้นที่ที่ยังมีประเด็นต้องดำเนินการตามกลไกเขตแดน จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะ “ลวดหนามไม่ใช่เส้นเขตแดน ตู้คอนเทนเนอร์ไม่ใช่หลักเขตแดน และผู้สังเกตการณ์ก็ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดเขตแดน” โดย Joint Statement ระบุชัดว่าการดำเนินการตามข้อตกลงไม่กระทบต่อการจัดทำเขตแดนระหว่างสองประเทศ และให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาใช้ JBC ดำเนินการสำรวจและจัดทำเขตแดนตามข้อตกลงที่มีอยู่
พร้อมกันนี้ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ระบุว่า หากรายงานต่าง ๆ รับฟังคำกล่าวของผู้พลัดถิ่นฝ่ายกัมพูชา ฝ่ายไทยก็ขอให้รับฟังข้อเท็จจริงและหลักฐานจากฝ่ายไทยด้วย รวมถึงเหตุการณ์การสู้รบ ความเสียหายต่อพลเรือนไทย และปัญหาทุ่นระเบิดที่ทหารไทยได้รับอันตราย ซึ่งฝ่ายไทยได้ประท้วงและเรียกร้องความร่วมมือในการเก็บกู้ตามข้อตกลงมาโดยตลอด โดย Joint Statement ยังระบุกลไกด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม และกำหนดให้มีการประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงานในพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน
สำหรับจุดยืนของไทย ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าวว่า ไทยไม่ได้ต้องการขยายความขัดแย้ง และยืนยันว่าไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มการโจมตี ขณะที่การใช้กำลังของไทยเป็นการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วนข้อกล่าวหาของแต่ละฝ่ายควรได้รับการตรวจสอบจากหลักฐานอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ เอกสารที่ไทยส่งต่อองค์การสหประชาชาติระบุถึงการใช้มาตรการป้องกันตนเองโดยอ้างหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วนตามกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเด็นข้อกล่าวหาจากทั้งสองฝ่ายยังเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาจากหลักฐานและข้อมูลของแต่ละฝ่ายประกอบกัน
ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าวด้วยว่า ไทยมีความเห็นใจประชาชนกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกับที่เป็นห่วงประชาชนไทย แต่หลักมนุษยธรรมต้องดำเนินควบคู่กับข้อตกลงหยุดยิง ความปลอดภัย และกระบวนการแก้ไขปัญหาเขตแดน ไม่ควรถูกนำมาใช้สร้างข้อเท็จจริงใหม่ในพื้นที่
“ประเทศไทยพร้อมเจรจาครับ พร้อมใช้ GBC, RBC และ JBC เพื่อแก้ปัญหาอย่างสันติ แต่ขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตาม Joint Statement อย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องคงแนววางกำลัง การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การไม่เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน และการแก้ปัญหาผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศตกลงกัน” ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าว
พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ไทยเรียกร้องจาก UN ไม่ใช่การเข้าข้างประเทศไทย แต่ขอให้รับฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ตรวจสอบหลักฐานด้วยมาตรฐานเดียวกัน และไม่ควรนำประเด็นด้านมนุษยธรรมมาใช้ตัดสินเรื่องอธิปไตยหรือเขตแดนแทนกลไกที่ทั้งสองประเทศมีอยู่
ทั้งนี้ Joint Statement วันที่ 27 ธันวาคม 2568 กำหนดมาตรการลดความตึงเครียดหลายด้าน ทั้งการหยุดยิง การคงกำลัง ณ จุดเดิม การไม่เคลื่อนกำลังหรือออกลาดตระเวนเข้าหาตำแหน่งของอีกฝ่าย การดำเนินงานด้านเก็บกู้ทุ่นระเบิด การสำรวจและจัดทำเขตแดนผ่าน JBC รวมถึงการมีบทบาทของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนในการติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ
