เฟซบุ๊ก ศูนย์วิจัยและพัฒนาฯ ตอนล่าง โพสต์รายงานหลังเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง รับการประสานจากนายสี (ลูกเรือบรรทุกสินค้า) แจ้งพบวาฬพลัดหลงเข้ามาในคลองนาทับ พื้นที่ ม.2 ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา จากการตรวจสอบพบว่าเป็นวาฬนำร่องครีบสั้น (Globicephala macrorhynchus) ความยาวลำตัว 4.5 เมตร ความยาวรอบตัวบริเวณครีบข้างยาว 2.3 เมตร อยู่ในสภาพไม่สามารถว่ายน้ำเองได้ เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ จึงทำเปลพยุงลำตัวช่วยป้องกันการจมน้ำและดูแลอย่างใกล้ชิด
ต่อมา กรม ทช. โดยสถาบันวิจัย ทช. รายงานอาการโดยรวมของวาฬนำร่องครีบสั้นที่พลัดหลงเข้าคลองนาทับ วันนี้อาการยังทรงตัว วาฬสามารถทรงตัวได้ดีไม่ต้องช่วยพยุงมากแล้ว มีอาการพยายามตีหาง น้ำลายเยอะ การรักษาให้ยาทั้งเช้าและเย็น มีการเก็บตัวอย่างเลือด (รอผลการตรวจ) พบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าค่าปกติ พบการอักเสบซึ่งสงสัยว่าเกิดจาก bacterial pneumonia การตรวจร่างกายวาฬพบว่ามีแผลหลุมขนาดประมาณ 5 ซม.ที่ริมฝีปากล่าง ลักษณะแผลลึกลงถึงกระดูก และพบแผลหลุมขนาดประมาน 10 ซม ที่โคนหาง และได้ขนย้ายวาฬจากที่เดิม คือ คลองนาทับ มายังสถานที่ใหม่คือ หาดบ้านปึก
เมื่อเวลาผ่านไปพบว่าอาการของวาฬนำร่องครีบสั้น ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไม่สามารถว่ายน้ำเอง ต้องมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือ และใช้ทุ่นโฟมคอยพยุงไว้เพื่อไม่ให้วาฬจมน้ำ ยังมีอาการซึม ยังไม่กินอาหาร ต้องให้น้ำเกลือที่มีส่วนผสมของกลูโคสทางสายยาง เพื่อให้วาฬมีกำลังมากขึ้น และให้ยาทางเลือด ส่วนบริเวณขอบปากล่างด้านซ้าย มีเนื้อตาย ใช้การขูดเนื้อตายออกและให้ยารักษา โดยรวมอาการดีขึ้นคือ ลมหายใจกลิ่นดีขึ้น ไม่เหม็นเหมือนในวันแรก จนท. แบ่งเวรยามกะละ 2 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังเจ้าวาฬอย่างใกล้ชิด ผลัดกันลงน้ำตลอด 24 ชั่วโมง
กระทั่งช่วงเย็นวันที่ 1 มิ.ย. วาฬมีอาการเกร็งตัว และสำรอกถุงพลาสติกขนาดใหญ่ออกมา จากนั้นวาฬเริ่มชักและสำรอกถุงพลาสติกออกมาเรื่อยๆ รวม 5 ใบ ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ระดมมาช่วยรักษาให้ยาและช่วยพยุงอาการจนเต็มกำลัง ในที่สุดวาฬได้เสียชีวิตลงในเวลา 16.45 น. เมื่อผ่าพิสูจน์ยังพบถุงพลาสติกในกระเพาะรวม 8 กก. มากถึง 80 ใบ


