เป็นเช่นนี้เอง ! ที่มาของ “ขึ้นคาน” คำโบราณ ความหมายสุดเหน็ดเหนื่อย
เป็นเช่นนี้เอง / เพจ Silapawattanatham – ศิลปวัฒนธรรม ได้โพสต์เผยที่มาของคำว่า “ขึ้นคาน” แปลว่าอะไร ซึ่งบทความดังกล่าว คัดลอกส่วนหนึ่งมาจาก “ขึ้นคาน แปลว่าอะไร” เขียนโดย ภาษิต จิตรภาษา ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม กรกฎาคม 2551 อธิบายไว้ว่า การคมนาคมในบ้านเมืองเราแต่ก่อนนี้มีอยู่ 2 ทาง คือ ทางบกกับทางน้ำ
ทางบกก็คือทางเดินเล็กๆ ที่ตัดลัดเข้าสวนออกทุ่งไปวัดไปตลาด หรือชุมชนอื่น ๆ ถ้ามีสัมภาระมากก็บรรทุกเกวียน ซึ่งทางไปของเกวียนนี้จึงเรียก “ทางเกวียน” แต่เกวียนก็บรรทุกข้าวของไม่ได้มากเหมือนเรือ ไอ้เจ้าเรือที่ว่านี้ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ต้องลอยอยู่ในน้ำทั้งสิ้น
ไม้ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเรือจะใช้หรือไม่ใช้ก็ตาม ก็ต้องลอยอยู่ในน้ำทั้งนั้น นานเข้าไม่ผุเองก็ต้องเพรียงกิน เมื่อเพรียงกินแล้วก็ต้องซ่อม เมื่อต้องซ่อมแล้ว เรือที่ลอยอยู่ในน้ำจะทำยังไง ก็ต้องเอาขึ้นบก ถ้าเป็นเรือเล็กก็พอจะขอแรงเพื่อนบ้านใกล้เคียงช่วยกันยกลากเข็นขึ้นมาได้ แต่เรือใหญ่ล่ะ อีตรงนี้แหละครับต้องพึ่งคาน
คานนั้นเขาทำเป็นโครง 4 เหลี่ยม ใส่ล้อเข้าตรงเกือบมุม 4 ล้อ เวลาน้ำขึ้นเขาก็เลื่อนเข้าไปรองรับท้องเรือ พอน้ำลดท้องเรือก็ลดลงไปนั่งบนหลังคาน แล้วก็ลาก-เข็นกันขึ้นฝั่ง พอไม้แห้ง จะพอน จะยา หรือเปลี่ยนแผ่นไม้อะไรก็เอาเข้า พวกเราเอาความโทรมอีกตรงนี้แหละครับ มาเปรียบกับผู้หญิงสาวเทื้อว่า “ขึ้นคาน”