สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ แม้จะเริ่มดีขึ้นในหลายพื้นที่ แต่ก็ยังมีน้ำท่วมอีกหลายจุด หน่วยงานที่เข้าช่วยเหลือก็ทำได้อย่างยากลำบากเนื่องจากกระแสน้ำป่าพัดเชี่ยวแรง โดยพบว่า สมาชิกเฟซบุ๊ก Kitisak Sevenfoursix ได้แชร์ประสบการณ์จากการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนไว้ โดยพบกับเหตุการณ์ที่เกือบทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นเหตุเพราะกระแสน้ำเชี่ยวกราด
โดยระบุว่า “ปกติผมไม่ค่อยจะโพสอะไร วันนี้ขอเล่าเนื่องนาทีชีวิตของเมื่อวานสักหน่อยครับ เช้าวันที่ 5 มกรา 60 รับภารกิจเป็นชุดเรืองท้องแบนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช เตรียมของเสร็จก้อออกเดินทาง ระหว่างทางน้ำท่วมสูงมากบางจุดเกือบท่วมราวสะพานทั้งหมด เมื่อเดินทางถึง ต.ที่วัง อ.ทุ่งสง ก้อมีตำรวจและชาวบ้านเข้ามาโบกรถขอความช่วยเหลือ ” มีคนแก่กับเด็กติดยุในบ้านสามคนคนแก่ก่อเปนอัมพฤกด้วย น้ำท่วมจะถึงคอแล้วครับ ขอช่วยหน่อยครับทหารพื้นที่นี้ยังไม่มีเรือเลย ” ต่างพื้นที่แต่มีความเร่งด่วนมากเราก้อเลยต้องลงไปช่วย ทั้งๆที่ผมมองเห็นกระแสน้ำแล้วขนลุกเลย ” เอาวะ!! ช่วยที่ไหนก้อคือช่วย ” แล้วที่นี่ก็เดือดร้อนมากด้วย

พอดีได้คุยกับพี่คนนึง “พ่อกับแม่และก้อหลานผมติดยุในบ้านครับ” ก้อเลยได้เอาเรือลงไปช่วย เครื่องเรือ 25 แรงกับ เรือยาง ผมนี่หวั่นๆเลย ควาวแรงกระแสน้ำน่าจะ3-4ฟุต/วินาที ขับเรือเข้าไปรอบแรก ไม่สามารถเข้าถึงบ้านได้กระแสน้ำแรงมากช่วงหน้าบ้านซึ่งเป็นช่องเล็ก พัดเรือกระแทกต้นไม้บ้างเสาไฟบ้าง ต้องเอาเรือกลับฝั่ง ข้ามกลับมาด้วยความทุลักทุเลเลยตัดสินใจขอเครื่องเรือตัวใหม่มาขนาด 40 แรง เพราะคิดแล้วว่าปล่อยไว้อันตรายแน่ครับถ้าช่วยแล้วต้องช่วยให้สำเร็จ พอเครื่องเรือมาถึงก็รีบประกอบแล้วออกไปช่วยใหม่กว่าจะเข้าถึงบ้านได้ต้องเข้าซอกเข้าซอยหันเรือขวางกระแสน้ำ ซอยก็กว้างกว่าเรือไม่มาก ด้านข้างเป็นรั้วแบบเหล็กแหลม ต้องกระโดดลงน้ำไปช่วยประคองเรือ
พอเข้าไปถึงบ้านผมนี่ตกใจเลยครับ กระแสน้ำก็แรง ระดับน้ำก็ประมานราวนม มีคนเป็นอัมพฤก อีกคนเป็นหญิงชรารูปร่างท้วม กับเด็กน้อยอายุ2ขวบ ตอนนั้นเด็กอยู่ในห่วงยางแล้วครับ แล้วก็ไปรับน้องผู้หญิงอีกคน รวมทั้งหมดบนเรือ 8 คน ขับเรือมาปกติจนถึงกลับน้ำเชี่ยวกำลังจะข้ามรางรถไฟ ปรากฏว่าเครื่องกระตุกแล้วดับ สตาร์ทติดแต่เข้าเกียร์ไม่ได้ โดนกระแสน้ำพัดไปเรื่อย กระแทกต้นไม้บ้าง เสาบ้าง แท่งปูนบ้าง เรากระโดดลงไปพยายามดึงเรือเข้าหาฝั่ง หรือหาที่ยึด แต่น้ำแรงมากเราสามคนเอาไม่อยู่เลยกลับขึ้นเรือ ” น่าจะเชือกพันใบพัดพี่” น้องรนต์ตะโกนบอกผม อัสมิงรีบกระโดดน้ำลงไปแกะเชือกออก แต่ไม่เป็นผล

“ใครมีมีดบ้าง ตัดเลย ” หมวดเกล้าบอก.. โชคดีที่น้องรนต์พกมีดพับมาด้วย อัสมิงตัดเชือกออกแต่ยังไม่หลุดอีก ผมเลยลงไปแกะเอง เชือกหลุดแต่ยังมีลวดหนามพันยุอีก พยายามแกะต่อไประหว่างนั้นน้ำก็พัดเรือลอยเข้าหาสะพาน “ตายห่าแล้ว”ผมคิดในใจ ต้องแกะให้ได้ไม่งั้นตายยกลำแน่ อีกไม่ถึง30เมตรจะถึงสะพาน เดชะบุญอันใดที่ผมเคยสร้าง ผมแกะลวดหนามออกอย่างเหลือเชื่อ รีบสตาร์ทเครื่องเข้าเกียร์เร่งเต็มกำลังข้ามน้ำเชี่ยวกลับเข้าฝั่งอย่างเหลือเชื่อ
กลับถึงฝั่งผมล้มตัวลงนอนในน้ำเลย หมดแรงจริงๆ โชคดีที่ทุกคนมีสติ โชคดีที่มีมีด และโชคดีที่เราเลือกคนขึ้นเรือไม่ผิด ขอบคุณทุกคนที่เชื่อใจผม ตอนมีปัญหาไม่มีใครแสดงท่าทีด้านลบออกมาเลย ขอบคุณทีมงานทุกคน ที่ทำให้ผมรอดกลับมา ความรู้สึกที่แบกชีวิตคนทั้งเรือไว้ช่างกดดันซะเหลือเกิน ทุกคนปลอดภัย มีแค่ใบพัดเรือที่สึกหลอจากการโดนถนนและรางรถไฟ แต่แลกมากับศรัทธาของประชาชนผมว่าคุ้มค่าซะยิ่งกว่า” เราคือทหารของพระราชา ทหารของประชาชน “……จ.ส.อ.กิติศักดิ์ ทัพเมือง…”