ปักกิ่ง, 6 พ.ย. (ซินหัว) — การเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2001 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนในการพัฒนาของจีน มิเพียงในด้านการเปลี่ยนแปลงเชิงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายในจีน แต่ยังเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์กับโลกทั้งใบด้วย โดยเฉพาะผลกระทบเชิงบวกต่อโลกจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน

ปัจจุบันจีนที่มีส่วนส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกเฉลี่ยเกือบร้อยละ 30 ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มประชากรรายได้ปานกลางขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นคู่ค้ารายใหญ่ของกว่า 120 ประเทศและภูมิภาค และเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรป (EU) และสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน

การเปิดกว้างเป็นจุดเด่นของการพัฒนาประเทศ ประเทศจีนจึงมีปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศหุ้นส่วนเพิ่มขึ้น โดยการค้ากับสหรัฐฯ เป็นตัวอย่างที่ดี สายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสองชาติ “พึ่งพากันและกัน” มากขึ้น แม้มีความขัดแย้งทางการค้าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ และเจ้าหน้าที่รัฐของสหรัฐฯ บางส่วนเรียกร้องให้ “แยกออกจากจีน”

ข้อมูลทางการระบุว่าการส่งออกจากจีนสู่สหรัฐฯ ในช่วงแปดเดือนแรกของปีนี้ ขยายตัวร้อยละ 22.7 เมื่อเทียบปีต่อปี

ขณะเดียวกันนิตยสารฟอร์บส์เผยว่าการนำเข้าจากจีนครองสัดส่วนร้อยละ 19 ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมดของสหรัฐฯ ในปี 2020 ซึ่งสูงสุดในหมู่คู่ค้าของสหรัฐฯ โดย 4 ใน 10 ของสินค้านำเข้าที่เติบโตรวดเร็วที่สุดของสหรัฐฯ มาจากจีน

ครอบครัวอเมริกันได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของการค้าจีน-สหรัฐฯ โดยกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่าการค้าดังกล่าวช่วยให้ครอบครัวสหรัฐฯ แต่ละครอบครัวสามารถประหยัดเงิน 850 ดอลลาร์ต่อปี จากโคมไฟถึงเทียนวันเกิด จากรองเท้าแตะถึงกับดักหนู สินค้า “เมดอินไชน่า” กลายเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของหลายครัวเรือนสหรัฐฯ มาเนิ่นนาน

ย้อนกลับไปเดือนพฤศจิกายน 2019 เมื่อสงครามภาษีที่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายริเริ่มทำกับจีนเพิ่มความวิตกกังวลเกี่ยวกับลัทธิกระทำเพียงฝ่ายเดียวและลัทธิปกป้องการค้า กลุ่มผู้ประกอบการสหรัฐฯ มากกว่า 190 ราย เข้าร่วมงานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน (CIIE) ครั้งที่ 2 ในเซี่ยงไฮ้ ครองพื้นที่จัดแสดงที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วม โดยมีผู้ประกอบการชื่อดังอย่างเจเนรัล อิเล็กทริก คอมพานี และควอลคอมม์

เมื่อปีก่อน ร้อยละ 70 ของบริษัทและผู้นำอุตสาหกรรม 500 อันดับแรกของโลก ที่เข้าร่วมงานมหกรรมฯ สองครั้งแรก ได้เข้าร่วมงานมหกรรมฯ ครั้งที่ 3 ซึ่งรวมถึงผู้นำอุตสาหกรรมระดับโลกอย่างฟอร์ด หลุยส์เดรย์ฟัส และโรช

สำหรับปีนี้ พื้นที่จัดแสดงทั้งหมดของงานมหกรรมฯ ครั้งที่ 4 ซึ่งมีกำหนดเริ่มต้นวันพฤหัสบดี (4 พ.ย.) ได้ถูกขยับขยายเป็น 366,000 ตารางเมตร จำนวนผู้จัดแสดงจากประเทศต่างๆ อย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร รวมถึงพื้นที่บูธโดยรวม จะเพิ่มขึ้นหรือเท่ากับงานมหกรรมฯ ครั้งก่อนหน้า

มีการคาดการณ์ว่าผู้ประกอบการราว 90 รายจาก 33 ประเทศด้อยพัฒนา จะเข้าร่วมงานมหกรรมฯ ครั้งนี้ เพื่อจัดแสดงสินค้าเฉพาะถิ่นจำนวนมาก และไขว่คว้าโอกาสทางธุรกิจจากตลาดจีน

หากย้อนกลับไปปี 2001 มีผู้คนเพียงเล็กน้อยที่จินตนาการว่าจีนจะเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมสินค้านำเข้าระดับชาติครั้งแรกของโลก เพื่อแบ่งปันส่วนแบ่งจากการพัฒนากับทั้งโลก และแสวงหาหนทางกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

การอุทธรณ์และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของจีนนั้นสมเหตุสมผลอย่างแท้จริง เมื่อพิจารณาจากประวัติการในฐานะสมาชิกที่น่าชื่อถือขององค์การฯ และจุดยืนที่สม่ำเสมอในการสนับสนุนโลกาภิวัฒน์และการพัฒนาที่ครอบคลุม

เดินหน้าเหนือพันธสัญญากับ WTO
จีนได้ปฏิบัติงานเกินพันธสัญญาที่ให้ไว้กับองค์การฯ ซึ่งได้รับการยกย่องจากบรรดาผู้อำนวยการองค์การฯ และเป็นที่ยอมรับจากสมาชิกองค์การฯ ส่วนใหญ่

จีนปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากร้อยละ 15.3 เป็นร้อยละ 9.8 ตามคำมั่นเมื่อครั้งเข้าร่วมองค์การฯ โดยปัจจุบันภาษีนำเข้าโดยรวมของจีนอยู่ที่ร้อยละ 7.4 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของสมาชิกประเทศกำลังพัฒนา และกำลังเข้าใกล้ระดับเดียวกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

นอกจากนั้นจีนลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีสำหรับการค้าระหว่างประเทศลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีครอบคลุม 424 หมวดหมู่ภาษีภายในเดือนมกราคม 2005

ส่วนในแง่การค้าบริการ จีนได้ให้คำมั่นเปิดตลาดสำหรับ 100 ภาคส่วนย่อยจาก 9 หมวดหมู่ธุรกิจภายในปี 2007 ทว่ากลับเปิดภาคส่วนย่อยจริงเกือบ 120 สาขา มากกว่าที่สัญญาไว้ราวร้อยละ 20

การลงทุนโดยตรงขาออกรายปีของจีนขยับสู่อันดับ 3 จากอันดับ 26 เมื่อสมัยเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การฯ โดยการลงทุนประเภทนี้ช่วยเร่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในประเทศเจ้าบ้าน ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ ตลอดจนปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่คนท้องถิ่นด้วยการสร้างโอกาสการทำงานมหาศาล

จีนมีบทบาทสำคัญในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคนับตั้งแต่เข้าร่วมองค์การฯ โดยมีข้อได้เปรียบด้านแรงงานฝีมือ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบการผลิต การส่งออกของจีนจึงทำให้บริษัทและผู้คนทั่วโลกเข้าถึงสินค้าคุณภาพสูงที่มีราคาประหยัด

การกระทำของจีนสะท้อนการยืนหยัดสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา โดยจีนยังคงเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ที่สุดสำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุดตลอดไม่กี่ปีที่ผ่านมา รองรับการส่งออก 1 ใน 5 จากประเทศเหล่านั้น

ก้าวสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

นอกจากจะลงมือปฏิบัติตามพันธสัญญาแล้ว จีนยังสนับสนุนประชาคมโลกและจัดหาสินค้าสาธารณะเพื่อกระตุ้นการพัฒนาระดับโลกด้วยความเต็มใจ

ตัวอย่างเช่นแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่นำเสนอโดยจีน ซึ่งได้เติบโตเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างประเทศขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นสินค้าสาธารณะที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา โดยจีนลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับมากกว่า 170 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศในประเด็นดังกล่าวกว่า 200 ฉบับแล้ว

จีนกระตือรือร้นสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือแบบเปิดกว้างเพื่อรับมืออุปสรรคจากการกีดกันทางการค้า โดยมีการจัดตั้งและเป็นเจ้าภาพสารพัดแพลตฟอร์ม อาทิ งานมหกรรมการค้าภาคบริการนานาชาติแห่งประเทศจีน (CIFTIS) งานมหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคนานาชาติของจีน (CICPE) และงานมหกรรมแสดงสินค้านำเข้านานาชาติจีน (CIIE) ซึ่งมีส่วนส่งเสริมการค้าและแรงกระตุ้นอันจำเป็นต่อเศรษฐกิจโลก

จีนมุ่งมั่นเปิดกว้างธุรกิจและทำให้ตลาดเข้าถึงง่ายมากขึ้น โดยให้คำมั่นขยับขยายมาตรการจูงใจทางภาษีแก่นักลงทุนต่างชาติ เปิดเผยรายชื่อกิจการต้องห้าม (Negative list) ด้านการค้าบริการรายการแรก และปรับเพิ่มรายการอุตสาหกรรมที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ

บริษัททุนต่างชาติได้รับประโยชน์จากการเข้ามาเปิดดำเนินงานที่จีน และเดินหน้าลงทุนในปริมาณมากด้วยความเชื่อมั่น เช่น เทสลา (Tesla) ซึ่งตัดสินใจผลักดันโรงงานกิกะแฟคทอรีในเซี่ยงไฮ้สู่ศูนย์กลางการส่งออกรถยนต์หลัก หลังจากก่อสร้างโรงงานกิกะแฟคทอรีแห่งแรกในต่างประเทศเมื่อสองปีก่อน

อย่างไรก็ตาม หนทางข้างหน้าไม่อาจราบรื่นไปทั้งหมด การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ที่เพิ่มสูง โรคระบาดใหญ่ที่ยังคงลุกลาม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ใกล้เข้ามาล้วนเป็นความท้าทายที่ทำให้โลกอยู่ระหว่างจุดเปลี่ยนแห่งการพัฒนา

เพื่อรับมือความท้าทายทั่วไปเหล่านี้ จีนได้เน้นย้ำการทุ่มเทปฏิบัติตามลัทธิพหุภาคีที่แท้จริง ยกระดับการประสานงานนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และประยุกต์ใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างมีความรับผิดชอบ ระหว่างการประชุมสุดยอดคณะผู้นำกลุ่มประเทศจี20 (G20) ที่ปิดฉากลงในกรุงโรมเมื่อไม่นานนี้ โดยมีจุดประสงค์ป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อประเทศกำลังพัฒนา

ขณะเดียวกันจีนยังเน้นย้ำเป้าหมายของประเทศในการปล่อยก๊าซคาร์บอนแตะระดับสูงสุดภายในปี 2030 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2060 พร้อมเรียกร้องประเทศพัฒนาแล้วปฏิบัติตามคำมั่นส่งมอบเงินทุนให้ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อช่วยเหลือพวกเขารับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้การดำเนินงานเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คาร์บอนต่ำ และยั่งยืน

จีนปฏิบัติงานอันเป็นรูปธรรมและประสบความสำเร็จมากมายตลอด 20 ปีที่ผ่านมาแม้เผชิญการเปลี่ยนแปลงนานัปการ เนื่องจากจีน ซึ่งเปรียบเสมือนตัวขับเคลื่อนการเติบโตระดับโลกและผู้สนับสนุนลัทธิพหุภาคี มักเต็มไปด้วยสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของประชาคมโลกอยู่เสมอ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน