แนะนายกฯ ดูงานไต้หวัน เปิดบันได 5 ขั้น แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรสูงแบบยั่งยืน หากจริงใจกับเกษตรกร อย่าใช้วิธีตรึงราคา ต้องศึกษาประเทศที่พัฒนาด้านเกษตรกรรมแบบยั่งยืน
ไต้หวัน ทำอย่างไร จึงทำให้เกษตรกรมีฐานะดี และประชาชนเข้าถึงสินค้าเกษตรในราคาไม่สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศยกไต้หวันเป็นกรณีศึกษา
โดยล่าสุด ไต้หวันเตรียมอัดฉีดงบประมาณกว่า 48,000 ล้านบาท ช่วยเกษตรกรให้มีการปรับตัวดีขึ้น ด้วยการให้สินค้าเกษตรมีราคาต่ำลง โดยจะไม่ใช้วิธีการบีบเกษตรกรแบบตรึงราคา แต่ต้องไปแนะนำช่วยเหลือเกษตรกรให้เกิดการเพาะปลูกมากขึ้นด้วยการเพิ่มเทคโนโลยีและสอนการบริหารจัดการให้กับเกษตรกร ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาบางแห่ง จะไม่เข้าไปแก้ไขเรื่องการเกษตรให้ตรงปัญหา แต่จะยกความเสี่ยงที่ต้นทุนสูงขึ้นและบีบราคาขาย จนทำให้เกิดปัญหาเกษตรกรมีรายได้น้อย เกิดความยากจน ซึ่งจะส่งผลให้อาชีพเกษตรกรต้องล้มหายตายจาก เพราะถูกกดราคาขายในขณะที่ต้นทุนยังผันผวน
ทั้งนี้คณะกรรมการกิจการการเกษตร (Council of Agriculture: COA) ซึ่งเป็นหน่วยงานเทียบเท่ากระทรวงเกษตรฯ ของไต้หวันชี้ว่า ได้มีการวางแผนการให้ความช่วยเหลือภาคการเกษตร โดยใช้งบประมาณรวม 48,113 ล้านบาท โดย COA ได้รายงานต่อ National Development Council (NDC) ว่าจะดำเนินโครงการ Green Environmental Benefit Project ด้วยงบประมาณดังกล่าวในช่วงระหว่างปี 2565-2568 เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำการเกษตรและยกระดับของอุปทานในสินค้าเกษตรที่ผลิตในไต้หวัน พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือในเรื่องของการดูแลและรักษาทรัพยากรในพื้นที่เพาะปลูก รวมทั้งเสนอให้มีการผลักดันการเกษตรแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยคาดหวังว่าโครงการนี้จะสามารถช่วยให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและยกระดับคุณภาพของข้าวไต้หวันให้ดียิ่งขึ้น อันจะเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร โดยจากการศึกษาโมเดลการเกษตรของไต้หวัน สามารถสรุปเป็นบันได 5 ขั้นที่จะช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาเกษตรกรรมแบบยั่งยืน
ขั้นตอนที่ 1 แก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ โดยหากอยากให้ราคาสินค้าเกษตรต่ำลง ต้องไปทำระบบชลประทานให้ดี ประเทศไทยมีคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ แต่ถึงวันนี้ก็ขับเคลื่อนไปไม่ถึงไหน การขุดบึงขนาดใหญ่ก็ไม่ทำ เพราะในทางการกระจายงบประมาณ การขุดบ่อเล็กๆ เป็นเบี้ยหัวแตกและเมื่อถึงหน้าแล้งก็ไม่ได้ผล ทำให้รัฐบาลไต้หวันจัดสรรงบประมาณเพื่อทำเรื่องน้ำโดยเฉพาะ โดยชี้แจงว่า หากน้ำมากขึ้นก็ทำการเกษตรได้มากขึ้น ราคาสินค้าเกษตรก็ถูกลง แต่เกษตรกรร่ำรวยขึ้น
ในทางกลับกันหากประเทศใด มีน้ำท่วม น้ำแล้ง เกษตรกรยากจน ต้นทุนอาหารสูง และยังถูกกดราคา ก็จะทำให้อาชีพเกษตรกรล่มสลายไป ทั้งนี้ไต้หวันมีโครงการ Green Environmental Benefit Project ซึ่งจะครอบคลุมมาตรการในการให้ผลตอบแทนในด้านต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งรวมถึงผลตอบแทนจากการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของพื้นที่การเกษตร ด้วยการผันเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไต้หวันยังต้องพึ่งพา การใช้วิธีการนำเข้าแทนการปลูกข้าว การบริหารจัดการใช้ทรัพยากรน้ำด้วยการวางแผนและใช้ระบบชลประทานภายในพื้นที่ รวมทั้งการส่งเสริมให้เพาะปลูกในแบบ Dry Farming ตัวอย่างเช่น ไต้หวันมีพื้นที่เพาะปลูกข้าว ประมาณ 43,200 ไร่ คาดว่าโครงการนี้จะสามารถช่วยคงพื้นที่ปลูกข้าวให้มีประมาณ 39,200 – 40,800 ไร่ ตามเป้าหมาย ในขณะที่กรมทรัพยากรน้ำก็คาดว่า จะสามารถช่วยประหยัดน้ำในการทำการเกษตรได้มากกว่า 4,200 ตันต่อปี เป็นต้น
ขั้นตอนที่ 2: ปลูกพืชมูลค่าสูงแทนข้าว การปรับตัวของภาคการเกษตรของไต้หวันในครั้งนี้ที่รัฐบาลไต้หวันจะหันมาส่งเสริมให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ต้องนำเข้าเพื่อทดแทนการปลูกข้าวนั้น อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในอนาคตได้ เพราะผลไม้ไทยโดยเฉพาะทุเรียน มะพร้าวและมังคุดถือเป็นผลไม้สำคัญที่ไต้หวันต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และที่ผ่านมาเกษตรกรไต้หวันเองก็พยายามที่จะพัฒนาการปลูกทุเรียนและมังคุดเองมาโดยตลอด เพียงแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐก็อาจทำให้ไต้หวันสามารถขยายพันธุ์ทุเรียนและมังคุดเองได้ จนอาจลดการนำเข้าจากไทยได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อน้ำเพียงพอเกษตรกรก็มีตัวเลือกในการปลูกพืชที่ให้มูลค่าสูงกว่า ดังนั้น รัฐบาลต้องเข้าใจและส่งเสริมเกษตรกรมากขึ้น
ขั้นตอนที่ 3: ยามวิกฤตโรคระบาดในปศุสัตว์ ต้องมีกองทุนปลอดดอกเบี้ยไปช่วยเหลือเกษตร ไม่ให้ล้มหายตายจาก หากไม่เข้าไปช่วยเหลือ เกษตรกรก็เลิกเลี้ยงสัตว์ โดยตามหลักการตลาด เมื่อสินค้าน้อยลงราคาก็จะสูงขึ้น แต่เกษตรกรน้อยรายที่อยู่รอด เพราะถูกควบคุมราคา ทำให้อาชีพเกษตรกรเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพที่เสี่ยงสูงจากการถูกควบคุมราคาที่เกิดจากความไม่เข้าใจของรัฐบาล ซึ่งในประเทศไต้หวันนั้นได้มีการจัดตั้งกองทุนเกษตรกร เพื่อลดความเสียงจากความผันผวนในปัจจัยต่างๆ ทั้งด้านสภาพแวดล้อมที่ทั่วโลกพูดถึง เช่น ภาวะโลกร้อน ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง โดยรัฐบาลกลับไม่เคยวางแผนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในประเด็นดังกล่าวมากหนัก ทำให้ไต้หวันบรรจุเรื่องดังกล่างลงแผนและมีการจัดตั้งกองทุนลดความเสี่ยงให้กับเกษตกร ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรในประเทศมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
ขั้นตอนที่ 4: ภาครัฐต้องเพิ่มจำนวนเกษตรกรให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนำความรู้ใหม่ๆ มาให้เกษตรกรได้นำไปปรับใช้ โดยรัฐต้องช่วยเหลือด้านการลงทุนด้านเทคโนโลยีทางการเกษตรใหม่ๆ มากขึ้นทั้งด้านการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์ การเพาะปลูก การนำระบบโดรนมาใช้ในพื้นที่การเกษตร รวมไปถึงการบริหารจัดการความปลอดภัยและสุขอนามัย
นอกจากนี้ไต้หวันยังได้ให้ความสำคัญกับการใช้งานวิจัยและพัฒนา โดยปัจจุบันเกษตรกรไต้หวันสามารถประสบความสำเร็จในการขยายพันธุ์เงาะในเชิงพาณิชย์จนมีวางขายในตลาดได้แล้ว ดังนั้นเกษตรกรและผู้ส่งออกไทยจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพสินค้าให้อยู่ในระดับที่ดี รวมถึง การปรับปรุงพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการรักษาความสม่ำเสมอของผลผลิตสินค้าให้มีตลอดปี นับเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาตลาด
ขั้นตอนที่ 5: ทำความเข้าใจกลไกตตลาด กับการบริหารจัดการราคาแบบยั่งยืน จากกรณีศึกษาของไต้หวัน มองว่า การประกาศนโยบายด้านการเกษตรต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจด้านกลไกตลาด โดยหน้าที่ของภาครัฐ คือเพิ่มจำนวนการผลิตสินค้าของเกษตรกร จะส่งเสริมให้เกษตรกรร่ำรวย เพราะการเพิ่มสินค้าเข้าสู่ตลาด จะทำให้ราคาสินค้าต่ำลงเอง แต่หากไปบีบราคา โดยไม่ไปพัฒนาที่ซัพพลายจะเข้าสู่การล่มสลายของอาชีพเกษตรกร ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาจะมีเกษตรกรที่ยากจน ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว เกษตรกรจะมีฐานะดี ทั้งนี้ หน้าที่รัฐแทนทีจะควบคุมราคา การตรึงราคาไม่ใช่ความสำเร็จของภาครัฐ แต่การหาตลาดให้เกษตรกร การช่วยเกษตรกรให้มีต้นทุนถูกลง จากการปรับตัวและหาตลาดที่กว้างขึ้น เช่น ไต้หวัน ได้ทำความตกลงการค้าเสรีที่มีมาตรฐานสูงในแง่ของการเปิดตลาดการค้าสินค้าเกือบทั้งหมดของประเทศสมาชิกซึ่งส่งผลดีต่อการกระตุ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและการค้นคว้าวิจัย อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างบทบาทที่สำคัญของไต้หวันในห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้คนอยากมาทำอาชีพเกษตรกร เพิ่มซัพพลายสู่ตลาด ขยายดีมานด์ให้มีความต้องการสูงขึ้น ก็จะทำให้การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรเป็นไปอย่างยั่งยืน
สรุปได้ว่า ทั้ง 5 ข้อ เป็นสิ่งที่ไต้หวัน ได้ทำให้เกษตรกรหลุดพ้นความยากจน และได้นำระบบดังกล่าวลงในแผน ปี 2565-2568 ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมเกษตร เป็นไปอย่างเป็นระบบและมีความยั่งยืน ซึ่งภาครัฐของประเทศไทย มีการพูดถึงประเด็นดังกล่าวเป็นระยะ แต่ขาดการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องของระบบชลประทานก็ยังไม่มีความคืบหน้า รวมไปถึงความเข้าใจด้านกลไกตลาด และในขณะเดียวกันยังมีการประกาศการตรึงราคาอยู่เป็นระยะ ในขณะที่สินค้า ต้นทุนอาหารสัตว์จากต่างประเทศสูงขึ้น การเกิดปัจจัยแวดล้อมทั้งภาวะโลกร้อนบีบคั้น แถมถูกกดดันจากภาครัฐด้วยการตรึงราคา ดังนั้น กรณีศึกษาของไต้หวัน ในฐานะประเทศที่พัฒนาแล้วด้านเกษตรกรรม จึงเป็นตัวอย่างที่รัฐบาลที่ควรเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม