โทรศัพท์สีครีมอ่อน

หลอน
นทธี ศศิวิมล

¤×¹ËÅÍ¡ËÅ͹ 5 x7 cm

ผมชื่อโอ๋ พี่ชายผมชื่ออ๊อด เราสองคนเติบโตมาอย่างผูกพันกัน เมื่อเรียนจบและทำงานแล้ว เราทั้งสองคนก็ยังอยู่บ้านของเราด้วยกัน ไม่ได้แยกไปซื้อบ้านของตัวเอง

“จะซื้อไปทำไม ในเมื่อเรามีบ้านของเราแล้ว” พี่อ๊อดเคยพูดอย่างนี้

พี่อ๊อดชอบสะสมของแปลกๆ อย่างล่าสุด ก็นิยมสะสมโทรศัพท์บ้านในยุคสมัยที่คนแทบทุกคนใช้โทรศัพท์มือถือในการติดต่อสื่อสารกันหมดแล้ว โทรศัพท์บ้าน มีไว้สำหรับองค์กร ร้านค้า บริษัท พี่ผม จึงกว้านซื้อโดยเฉพาะรุ่นเก่าๆ แบบแป้นหมุน และที่สำคัญต้องเป็นของที่เก่าจริง ไม่ใช่ของทำเลียนแบบที่มีขายเยอะแยะตามเว็บขายสินค้าออนไลน์ทั่วไป

วันหนึ่งพี่อ๊อดกลับเข้าบ้านอย่างเริงโลด พี่ผมได้โทรศัพท์แป้นหมุนแบบชนิดที่เราเคยใช้กันตอนเด็กๆ โทรศัพท์เครื่องนี้ทำให้เราคิดถึงชีวิตในวัยเด็กและพ่อแม่ของเรา ท่านจากเราไปด้วยอุบัติเหตุรถทัวร์พลิกคว่ำตกเหวเสียชีวิตพร้อมกันขณะไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกันตอนเราเป็นวัยรุ่น เราได้รับข่าวร้ายก็ด้วยโทรศัพท์รุ่นลักษณะนี้ที่เป็นเครื่องมือรับความเศร้าและทุกข์โศก เป็นโทรศัพท์ที่บ้านเรากว่าจะได้มายากมาก สมัยก่อนนอกจากจะเสียเงินจำนวนมากแล้วยังต้องติดสินบนเจ้าหน้าที่องค์การโทรศัพท์ แถมต้องรอนานอีกเป็นปีๆ กว่าจะได้ใช้โทรศัพท์บ้านกับเขา จำได้ว่าพ่อฉลองการมีโทรศัพท์ใช้ด้วยการพาเราทั้งครอบครัวไปกินสุกียากี้ที่โคคาสุกี้กันอย่างชื่นมื่น

มันเป็นโทรศัพท์แป้นหมุนสีครีม ตรงกลางแป้นพ่อสอดแผ่นกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ แสดงหมายเลขโทรศัพท์ของบ้านซึ่งผมยังจำได้ดีจนถึงวันนี้ 2110936 หูฟังทั้งสองข้างนั้นแม่ก็ถักโครเชต์สีฟ้าอ่อนหุ้มอย่างสวยงามเรียบร้อย และเครื่องโทรศัพท์ก็วางบนแผ่นรองที่ถักด้วยโครเชต์ฝีมือแม่เหมือนแก้วน้ำวางบนจานรอง

เครื่องที่พี่ชายผมได้มาก็เป็นเครื่องสีครีมอ่อนเช่นกัน พี่ผมเปิดเว็บไซต์หาร้านถักโครเชต์ และนำรูปภาพเก่าโทรศัพท์เราให้เขาช่วยถักให้เหมือนแบบเก่า และเราก็ได้มาตามต้องการ!! แน่ล่ะ เราดีใจกันอย่างพูดไม่ถูก

ภาพโทรศัพท์ที่ดึงความหลังวัยเด็กและพ่อแม่ของเราให้กลับมา ทำให้ผมกับพี่ชายน้ำตาไหล พี่อ๊อดวางตั้งไว้กลางบ้านเหมือนสมัยตอนเราเป็นเด็ก แม้ทุกวันนี้เราจะไม่มีโทรศัพท์บ้านใช้กันแล้ว แต่เราก็ยังวางไว้กลางบ้านกลางความหลังความทรงจำที่งดงามของเรา

กลับจากทำงานทุกวันผมเฝ้ามองด้วยสายตาเป็นสุข ผมนึกเสียใจที่ไม่ได้พูดกับพ่อในวันเดินทางนั้นเพราะผมไปร่วมกิจกรรมของโรงเรียน พี่อ๊อดก็เช่นเดียวกันกับผม เรามักพูดเสมอว่า “เสียดายนะ พ่อกับแม่จากเราไปอย่างรีบด่วน ไม่มีโอกาสได้ลากันเลย”

แต่แล้วกลางดึกคืนนั้นเราได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมตื่นขึ้นด้วยความประหลาดใจ เพราะมันเป็นเสียงกริ๊งๆ เหมือนโทรศัพท์บ้านสมัยก่อน ทว่าเหมือนลอยมาจากที่ไกลแสนไกลและผมต้องตื่นขึ้นมาฟัง ผมรอฟังเสียงโทรศัพท์ที่ลอยมาจากที่ไกลๆ อย่างจดจ่อ ก่อนที่ผมกับพี่ชายจะลงมายืนประจันหน้ากัน ต่างลงมาจากห้องของตัวเองมายืนมองโทรศัพท์บ้านแป้นหมุนที่วางไว้กลางบ้าน เสียงมันดังมาจากเครื่องนี้จริงๆ!!

ท่ามกลางความประหลาดใจและงงงวย พี่ชายผมเอื้อมมือจับหูโทรศัพท์และแนบเข้าหูตัวเองฟัง

“หา อะไรนะ ผมได้ยินไม่ชัด อะไรนะ” พี่ชายผมกรอกเสียง ลงไป ก่อนจะวางหูลงและพูดกับผม “ได้ยินไม่ชัดเลย ทางนั้นพูดอะไรไม่รู้เรื่อง”

ผมนิ่งไป ก่อนจะตอบว่า “มันไม่ควรจะมีเสียงจากทางนั้นต่างหากพี่ นี่มันโทรศัพท์ของสะสม ของประดับ นะพี่”

พี่ชายผมเหมือนได้สติ เขาก้าวถอยหลังแล้วพูดขึ้น “แล้วทำไมมีเสียง”

เราจ้องตากัน!!

ทันใดนั้นเสียงเรียกเข้า กริ๊งๆๆๆๆๆ ก็ดังขึ้นอีก เราต่างมองหน้ากัน ไม่มีใครยื่นมือออกไปรับ เวลาผ่านไป เป็นผมเองแหละที่จับหูยกขึ้นแนบและตั้งใจฟังเสียงจากนั้น

แรกๆ เสียงที่ได้ยินนั้นไม่ชัด เหมือนล่องลอยมาจากที่ไกลๆ ทว่าเสียงก็ค่อยๆ ชัดขึ้นๆ จนฟังออกว่าเป็นเสียงผู้ชาย

“ฮัลโหลๆ นี่พ่อนะโอ๋ โอ๋ได้ยินพ่อชัดไหม”

“พ่อ….” ผมเอ่ยออกมาอย่างไม่รู้ตัว ผมหันไปพูดกับพี่ชายผม “พ่อ พี่ พ่อจริงๆ ด้วย เสียงพ่อจริงๆ ด้วย” ผมหันไปพูดแล้วน้ำตาก็ไหล

“พ่อโทร.มาบอกลา พ่อขอโทษที่ไม่ได้ลาลูก แม่เขาก็ฝากพ่อให้มาบอกลาลูกทั้งสองคนด้วย แม่เขามาไม่ได้” พ่อผมพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง แต่ก็ยังเป็นน้ำเสียงที่อบอุ่นและใจดีสำหรับผม “พ่อกับแม่รักลูกทั้งสองคนนะ”

ผมกำลังจะหันไปบอกพี่ แต่ตัวเองร้องไห้โฮก่อนจะได้ทันพูด

โทรศัพท์สีครีมอ่อนไม่เคยดังขึ้นอีกเลย หลังจากนั้น แต่ผมก็ตั้งใจเอาไว้ว่า หากมันดังขึ้นมาอีก ผมจะพูดกับคนที่โทร.มาว่า ผมกับพี่สบายดี เราอยู่กันได้ และจะพูดอีกว่า ผมก็รักพ่อกับแม่ครับ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน