อีกหนึ่งเรื่องราวที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนเป็นพ่อ-แม่ และผู้ที่เข้ามาอ่านได้อย่างดี หลังจากที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ เซียน โฟน ได้โพสต์คลิปวิดีโอ ภาพ พร้อมระบุข้อความว่า
“คนเหมือนกันแต่คุณภาพชีวิตไม่เท่ากัน” เมื่อสักครู่ที่ผ่านมามูลนิธิร่วมกตัญญู ได้รับแจ้งมีเหตุพบศพเด็กทารกในซอยโพธิ์แก้ว 3 แยก 20 จึงส่งกำลังจนท.และอาสาสมัครไปตรวจสอบให้การช่วยเหลือ ถึงจุดเกิดเหตุพบ เป็นร้านขายของชำอยู่กลางซอยมีกลุ่มคนมุงดูเหตุการณ์ มีคุณพ่อที่มีอาชีพรับจ้าง อุ้มศพเด็กทารกเพศหญิงวัย 4 เดือน ใกล้กันมีคุณแม่นั่งร้องไห้ และมีเด็กผู้หญิงวัย 4 ขวบอีกคน
จากการตรวจสอบเบื้องต้น คือก่อนหน้านี้คุณพ่อและแม่ “น้องเฟส” ได้อุ้มน้องมาขอความช่วยเหลือ เนื่องจากน้องไม่สบาย แต่ยังไม่มีเงินที่จะพาไปหาหมอ ต้องรอเงินค่าแรงออกก่อน แต่เห็นน้องนิ่งไปจึงร้องไห้อุ้มน้องมาขอความช่วยเหลือที่ร้านขายของชำกลางซอย ให้ช่วยแจ้งรถพยาบาลกู้ชีพกู้ภัย จากการตรวจสอบพบว่าน้องเสียชีวิตแล้ว จึงประสานร้อยเวรมาร่วมตรวจสอบในที่เกิดเหตุ ก่อนจะให้ส่งศพน้องเฟสไปชันสูตรหาสาเหตุการตายที่สถาบันนิติเวชต่อไป
ในวันพรุ่งนี้หลัง จนท.ทำการชันสูตรหาสาเหตุการตายเสร็จสิ้นทาง “มูลนิธิร่วมกตัญญู” จะนำรถและหีบศพไปช่วยเหลือคุณพ่อคุณแม่รับศพน้องเฟสนำไปส่งให้ที่วัดเพื่อบำเพ็ญกุศลทางศาสนาต่อไป ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวได้สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้เข้ามาอ่านเป็นจำนวนมาก และเข้ามาแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
วันที่ 10 ก.พ. ผู้สื่อข่าวจึงติดต่อไปที่ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และโฆษก สปสช. เพื่อสอบถามถึงประเด็นการรักษาพยาบาลของคนไทย
ทพ.อรรถพร กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลเกือบครบ 100 เปอร์เซ็น ในประเทศไทยจะมีสิทธิอยู่ 3 ประเภท คือ 1.สิทธิของข้าราชการ เป็นสิทธิที่ครอบคลุม คนที่ทำงานราชการ ลูกอายุไม่เกิน 20 ปี และคู่สมรส รัฐจะดูแลรักษาพยาบาล ซึ่งมีประมาณ 6 ล้านคน ซึ่งเป็นสวัสดิการเก่าแก่ 2.สิทธิประกันสังคม คือคนที่ทำงานในบริษัทเอกชน มีประมาณ 10 ล้านคน และ3.สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือรู้จักกันในนาม 30 บาท รักษาทุกโรค สำหรับคนทั่วไป มีประมาณ 48 ล้านคน กองทุนนี้มีเพื่อคนทั่วไป ที่ไม่อยู่ในข่ายของ 2 ประเภทที่กล่าวไป เหล่านี้คือสิทธิหลักๆ ที่คนไทยมี
สำหรับกรณีเด็กน้อยวัย 4 เดือนที่เสียชีวิตนั้น พ่อแม่เป็นบุคคลทั่วไป ก็จะอยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งทุกคนในประเทศไทยที่ไม่เข้าข่ายอยู่ในเกณฑ์ของ 1.สิทธิของข้าราชการ และ 2.สิทธิประกันสังคม ก็จะอยู่ในสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้านี้ ซึ่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะรองรับตั้งแต่เกิดทันที โดยอาจจะแบ่งผู้ป่วยได้ 2 ประเภท คือ 1.ผู้ป่วยนอก กับ 2. ผู้ป่วยใน ซึ่งผู้ป่วยประเภทแรกส่วนใหญ่จะไม่มีค่ารักษาเพิ่ม ส่วนใหญ่ผู้ป่วยในที่ต้องนอนพักฟื้น จะมีค่าใช้จ่ายพิเศษ เช่น ค่าห้องพัก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยที่เป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง หรือ โรคเกี่ยวกับสมอง แต่ค่าใช้จ่ายพิเศษเหล่านี้ ทาง สปสช. “จะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด” คือ ไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคอะไรก็รักษาฟรีอยู่แล้ว ยกเว้น กรณีศัลยกรรมเสริมความงาม
หากเจ็บไข้ได้ป่วย สามารถไปรับบริการรักษาพยาบาลได้ที่โรงพยาบาลรัฐได้ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะสปสช. จะเป็นฝ่ายจ่ายแทน เป็นไปตามหลักการของระบบ คือ 1.ต้องทราบว่าตัวเองมีสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หลังจากเริ่มโครงการเมื่อปีพ.ศ.2545 ตอนนั้นรัฐทำบัตรทองให้ทุกคน โดยจะตรวจสอบว่าบุคคลนั้นมีทะเบียนบ้านอยู่ที่ไหน ก็จะลงชื่อให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลในเขตนั้น เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ตามสิทธิ อย่างไรก็ตามใน 1 ปี สามารถย้ายโรงพยาบาลได้ 4 ครั้ง หรืออีกกรณีคือ เจ็บป่วยฉุกเฉิน ก็สามารถไปรักษาที่โรงพยาบาลรัฐที่ไหนก็ได้
ในกรณีของเด็กน้อยวัย 4 เดือนนี้ เป็นไปได้ว่า พ่อแม่ไม่ทราบว่ามีสวัสดิการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านี้อยู่ หรือไม่ทราบว่าจะขอความช่วยเหลือจากฝ่ายไหน ซึ่งความจริงแล้ว สปสช. ดูแลทั้งหมดอยู่แล้ว หากอยากทราบรายละเอียดหรือตรวจสอบสิทธิสามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 1330 หรือหากไม่ทราบจริงๆ ก็ไปโรงพยาบาลรัฐที่ไหนก็ได้ และสามารถสอบถามทางโรงพยาบาลได้ ซึ่งกรณีครอบครัวนี้ บอกเลยว่ามีสิทธิ์รักษาตามสิทธิได้ 100 เปอร์เซ็น
สุดท้ายอยากจะฝากประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนคนไทยว่า “ประชาชนทุกคน(ที่ไม่เข้าข่าย 1.สิทธิของข้าราชการ และ2.สิทธิประกันสังคม ) สามารถรับการรักษาฟรี ภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 100 เปอร์เซ็น” ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทางสายด่วน 1330 แล้วกด 2 ก่อนจะใส่หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ซึ่งสามารถตรวจเช็คได้ ว่าได้รับสิทธิอยู่ที่โรงพยาบาลไหน
“อย่างไรก็ตามอยากจะย้ำว่า นอกเหนือไปจาก 2 ประเภทที่กล่าวไปทุกคนก็มีสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทุกคนอยู่แล้ว ”