เปิดเวทีพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวภาคกลาง ชี้สื่อหลักนำเสนอหวังแต่เรตติ้ง หัวหน้าศูนย์คนหาย มูลนิธิกระจกเงา ยกเคส น้องต่อ ถูกยุ่งความสัมพันธ์ครอบครัวเหยื่อ

วันที่ 7 พ.ค.2566 ที่ โรงแรมเอบีน่า เฮ้าส์ กทม. กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดเวทีพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (ภาคกลาง) ระหว่างวันที่ 6-7 พฤษภาคม 2566 เป็นเวทีสุดท้ายจากทั้งหมด 4 ภาค โดยมีผู้สื่อข่าวในพื้นที่ภาคกลางเข้าร่วม 24 คน

ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ บรรยายพิเศษเรื่อง “สื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์และทิศทางการขับเคลื่อนเท่าทันและสร้างสรรค์สื่อ” ว่า การจัดเวทีครั้งนี้เพื่อจัดอบรมพัฒนาเพิ่มศักยภาพ และพัฒนา ในเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชน ซึ่งสื่อใหม่จำเป็นต้องก้าวทันเทคโนโลยี และต้องตรวจสอบก่อนเผยแพร่ โดยสิ่งที่สำคัญคือต้องไม่เผยแพร่ข้อมูลเท็จ ที่ผ่านมากองทุนพัฒนาสื่อฯ ได้มี “หลักสูตรต่อต้านข่าวปลอม” เพื่อตรวจสอบข้อมูลการนำเสนอ

ดร.ชำนาญ บรรยายต่อว่า สื่อจำเป็นต้องนำเสนอข่าวสารอย่างปลอดภัย และสร้างสรรค์ ทั้งในส่วนสื่อชุมชน และ สื่อท้องถิ่น ซึ่งการนำเสนอแบบปลอดภัยและสร้างสรรค์ สิ่งสำคัญต้องตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงก่อนหยิบยกเรื่องใดขึ้นมานำเสนอ ยกตัวอย่างเช่น ข่าวอาชญากรรม ซึ่งในปัจจุบันมีการนำเสนอมากถึง 50% ในพื้นที่สื่อ แต่พบว่ารายงานข่าวมีแต่เรื่องของเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น มีผู้เสียชีวิต หรือ บาดเจ็บกี่คน โดยไม่มีการเสนอทางออกว่าจะมีแนวทางการป้องกันอุบัติเหตุอย่างไรในอนาคต เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นมาอีก

“ในปัจจุบัน สื่อหลักนำเสนอแบบธุรกิจที่ต้องแสวงหาเรตติ้ง เพื่อดึงดูดผู้ชมผู้ฟัง ทำให้ความสำคัญของสื่อมวลชนที่เป็นกลไกสร้างให้เกิดการเรียนรู้ ตื่นรู้เท่าทันของประชาชนถูกลิดรอนลงไป การจัดประชุมครั้งนี้จึงเป็นพื้นที่ผลักดันพัฒนาโมเดลการทำงานขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของสื่อภาคกลางไปสู่ประชาชน ผู้ชมผู้ฟัง ให้เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ ”

ดร.ชำนาญ บรรยายอีกว่า การมีอุดมการณ์ในการทำสื่อ จะนำเสนอทางเลือกให้กับประชาชน เพื่อให้ผู้ชมผู้ฟังสามารถคิด วิเคราะห์ได้ เพราะสื่อมวลชนเป็นส่วนผลักดันให้สังคมไปสู่ประชาธิปไตย การเข้าถึงระบบสวัสดิการ และมีหน้าที่เป็นสื่อกลางทำให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางพัฒนาชุมชน จังหวัด หรือประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนเสริมสร้าง

ด้าน นายเอกลักษณ์ หลุ่มชุมแข หัวหน้าศูนย์คนหาย มูลนิธิกระจกเงา ให้ความรู้เรื่อง “สร้างสื่อยุคใหม่เข้าใจคนทุก Gen” ระบุว่า วิธีคิดมุมมองในการสร้างสื่อยุคใหม่ ด้วยกระบวนการคิดสร้างสรรค์ที่ต้องผลิต และนำเสนอที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคสื่อผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลาย การเขียนเชิงสร้างสรรค์ การออกแบบเนื้อหาแบบสื่อผสม เป็นสิ่งที่จำเป็น โดยใช้เทคนิคการเขียนเพื่อเข้าถึงและส่งสารให้ผู้อ่านได้อย่างเหมาะสม

สำหรับการทำงานสื่อสารสาธารณะในงานพัฒนาสังคม ต้องเข้าใจนิยามคำว่า ‘สาธารณะ’ คือเรื่องที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ดังนั้นการจะทำงานสื่อสาร ต้องมีการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย อย่างเช่น มูลนิธิกระจกเงา จากการดูข้อมูลเชิงลึกทางเฟซบุ๊ก พบว่า ผู้หญิงเข้าถึงโพสต์มากกว่าผู้ชาย ดังนั้นการสื่อสารต้องวิเคราะห์ถึงความสนใจของคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำการสื่อสารที่ตรงประเด็น

หัวหน้าศูนย์คนหาย มูลนิธิกระจกเงา เผยอีกว่า การทำแคมเปญของมูลนิธิกระจกเงา เพื่อสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ในวงกว้าง และดึงดูดความสนใจของสังคมให้มารับรู้เรื่องที่เราต้องการนำเสนอ อาทิ การทำกิจกรรม โดยใช้ดารามาถือภาพคนหาย จะทำให้ภาพคนหายถูกแชร์ส่งต่อไปมากขึ้น หรือ การติดภาพคนหายในรถแท็กซี่ ไวนิลหน้าร้านขายผ้าใบในจังหวัดแห่งหนึ่ง การติดสติ๊กเกอร์ข้างรถเมล์ หรือแม้แต่การแปะประกาศเด็กหายในโรงหนังที่จัดฉายหนังที่มีเนื้อหาบุคคลสูญหาย จะทำให้ประชาชนได้รับรู้ในเรื่องประเด็นคนหายได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น

“เคสน้องต่อ เด็กหาย ที่ จ.นครปฐม ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ มีความยากลำบากในการติดตาม และสืบหาข้อมูล เนื่องจากมีสื่อมวลชนลงพื้นที่เป็นจำนวนมาก และมีประเด็นหลากหลายที่ถูกนำเสนอ ทั้งเรื่องตรวจดีเอ็นเอพ่อเด็ก เรื่องแม่เด็กมีสามีหลายคน เรื่องความสัมพันธ์ที่หลากหลายในครอบครัวของน้อง ทำให้มูลนิธิกระจกเงา ต้องโพสต์ข้อความให้เข้าใจตรงกันว่า ประเด็นที่ต้องนำเสนอในเรื่องนี้คือการตามหาเด็กหาย คือเรื่องเด็กหาย ไม่ใช่ความสัมพันธ์ในครอบครัวของน้อง เพื่อให้สื่อและสังคมหันกลับมามองที่ข้อเท็จจริง ” เอกลักษณ์ ทิ้งท้าย

ขณะที่ ผศ.ดร.ตวงทอง สรประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา บรรยายกฎหมาย ลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา และจริยธรรมในการผลิตสื่อ ความว่า การละเมิดลิขสิทธิ์ปัจจุบันทำได้ง่ายกว่าในอดีต เพราะการทำสำเนาได้ง่าย เนื่องจากทุกอย่างอยู่ในสมาร์ทโฟน จึงจำเป็นที่คนทำสื่อต้องเรียนรู้เรื่องจริยธรรม จรรยาบรรณ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการผลิตสื่อ โดยการละเมิดลิขสิทธิ์ ได้แก่ การทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ แม้จะทำเพียงบางส่วน ก็เข้าเงื่อนไขการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะการทำเพื่อสร้างรายได้ ถือว่าผิดลิขสิทธิ์ 100%

ผศ.ดร.ตวงทอง ให้ความรู้อีกว่า สำหรับตัวอย่างงานละเมิดลิขสิทธิ์ อาทิ การเขียนบทความแล้วมีผู้คัดลอกไปเผยแพร่ในพื้นที่ของตนเองเพื่อสร้างรายได้ เช่น นักวิชาการคัดลอกงานเขียนของเพจดัง ไปตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ เป็นต้น ขณะที่การทำสื่อที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น การนำไปใช้ในรายงานข่าวแล้วให้เครดิตเจ้าของผลงาน ส่วนการนำภาพจากโซเชียลมีเดียของผู้อื่นมาใช้ประกอบการรายงานข่าวต้องมุ่งเน้นเพื่อการรับรู้ของสังคมไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า และต้องไม่มีการตัดต่อ ดัดแปลงให้ผิดไปจากต้นฉบับ หรือสร้างความเสียหายให้เจ้าของผลงาน เป็นต้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน