เยาวชนจากทั่วประเทศกว่า 3 พันคน เข้าร่วมค่ายเยาวชนนานาชาติ 2023 IYF World Camp ที่มธ.ศูนย์รังสิต ทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม – เรียนรู้เรื่องโลกของจิตใจ พัฒนา Mindset สู่การเป็นผู้นำในอนาคต ด้าน ‘ชัชชาติ-โรม’ ร่วมแบ่งปันเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ

เมื่อวันที่ 15-17 มิถุนายน 2566 ณ อาคารกิติยาคาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มูลนิธิเยาวชนสัมพันธ์นานาชาติ (International Youth Fellowship – IYF) ได้จัดงานโครงการค่ายเยาวชนนานาชาติ 2023 IYF Thailand World Camp โดยมีนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและนิสิตนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 3,000 คน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เพราะทั้งนักเรียนและนักศึกษาที่เข้าร่วมจะได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองดังนี้ คือ เรียนรู้วัฒนธรรมและเรียนภาษาด้วยจิตใจ, ทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการเปิดโลกทัศน์สากลและรับฟังประสบการณ์ด้านจิตอาสาจากเหล่าอาสาสมัครทั้งจากประเทศไทย และต่างประเทศที่เคยไปใช้ชีวิตการเป็นอาสาสมัครที่ต่างแดน และพัฒนาจิตใจและกรอบความคิด (Mindset) เพื่อสร้างจิตใจของการเป็นผู้นำในอนาคต

สำหรับ IYF ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.2004 จนถึงตอนนี้ส่งอาสาสมัครไปต่างประเทศกว่า 1,000 คน และปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 18 โดยเริ่มจัดงาน World Camp ในปี ค.ศ. 2007 หากนับจนถึงปี ค.ศ.2023 มาแล้ว 44 ครั้ง รวมผู้เข้าร่วมทั้งหมด 51,000 คน

ด้านดร.ฮักเชิล คิม ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเยาวชนสัมพันธ์นานาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า คนเกาหลีมักจะถามว่ากินข้าวหรือยังเสมอเมื่อพบหน้ากัน พอใกล้จะนอนหลับ ก็จะบอกว่านอนหลับสบายดีไหม เพราะอดอยาก ชีวิตพบแต่ความยากลำบาก จึงกลัวว่าถ้ากลางคืนนอนหลับไม่รู้ว่าจะตายหรือไม่ คนเกาหลีมีความทุกข์เรื่องนี้มาก แต่ผ่านทางเรื่องนี้ กลับทำให้คนเกาหลีมีจิตใจแข็งแรงมาก ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของประเทศอย่างรวดเร็ว ทาง IYF จึงจัดงานขึ้นเพื่อให้ทุกคนเรียนรู้เรื่องโลกของจิตใจ และผมก็อยากให้ทุกคนนอนหลับอย่างมีความสุข และตื่นขึ้นอย่างมีความหวัง

นายพงศธร กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ตนเป็นเกียรติที่ปีนี้ทาง IYF เล็งเห็นความสำคัญของจ.ปทุมธานี มาจัดงานค่ายเยาวชนในครั้งนี้ ที่ถือเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อเยาวชนอย่างมาก เพราะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และแบ่งปันแนวคิดที่จะนำไปสู่การเป็นผู้นำที่ดี ถือเป็นกำลังสำคัญในการการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศไทย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 กล่าวแสดงความยินดี ว่า ปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่ตนมาร่วมงานพิธีเปิดค่ายเยาวชน ทั้งนี้ต้องขอแสดงความยินดีกับการทำงานของ IYF ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา และจัดค่ายเยาวชนมาต่อเนื่องถึง 14 ครั้ง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาเยาวชนในประเทศไทย และรู้สึกยินดีที่มีเยาวชนเข้าร่วมหลายพันคน ปัจจุบันเยาวชนทุกคนตระหนักดีว่ายุคสมัยนี้มีความก้าวล้ำด้านเทคโนยี และมีความพร้อมด้านวัตถุมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ในประเทศต่างๆ ที่แม้จะมีความเจริญก้าวหน้า กลับพบว่าคนในสังคมไม่ได้มีความสุขเพิ่มขึ้นตามรายได้ เราจึงต้องมีความพร้อมด้านจิตใจในการเผชิญความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ IYF กำลังทำอยู่ ตนพูดมาตลอดว่าการศึกษาที่ดีที่สุดคือการทำกิจกรรมร่วมกัน จึงหวังว่ากิจกรรมนี้จะมีส่วนทำให้คนเข้าร่วมได้เรียนรู้ระหว่างทำกิจกรรมร่วมกัน

ด้านนายนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ว่า ปัจจุบันด้วยความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน ทำให้เกิดความเครียดจนบางครั้งเกินกว่าที่จะทนไหว มีชีวิตที่ไร้เป้าหมาย ไม่มีความหวัง คิดฆ่าตัวตาย ติดเกม ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน ติดยาเสพติด ดังนั้นการรู้จักรับมือ ปรับเปลี่ยน พลิกแพลงปัญหาหรือเผชิญกับสถานการณ์ได้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญและสามารถช่วยสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจได้อย่างยั่งยื่น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง พม. ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพคนและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัว ชุมชนและสังคม ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณประธานจัดงาน IYF World Camp ที่ได้จัดงานครั้งนี้ และรู้สึกยินดีที่ได้มีโอกาสเห็นการทำงานเกี่ยวกับเยาวชนและสังคม ตนหวังว่าทุกท่านจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากงาน และมีช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุขและความทรงจำที่ดีงามร่วมกัน

จากนั้นเป็นการแสดงจากวงประสานเสียง โรงเรียนดนตรีเซโซรี สาธารณรัฐเกาหลี ขับร้องบทเพลงประสานเสียงหลากหลายภาษา สื่อความหมายที่ซ่อนอยู่ในบทเพลงผ่านเสียงร้องอันไพเราะ ช่วยปลอบประโลมจิตใจของผู้เข้าร่วมที่ได้รับฟัง นอกจากนี้ ยังมีการแสดงวัฒนธรรมจากหลากหลายประเทศ เช่น ทวีปแอฟริกา เกาหลี ยูเครน และฟิจิ ที่นำเสนอเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมของชาติอย่างสวยงาม สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก และการเต้นจากทีมเต้น The Righteous Stars ของเหล่าอาสาสมัครไทยที่เคยไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ

สำหรับช่วงที่สำคัญที่สุดคือการบรรยายจาก ดร.ยองกุก พาร์ค ประธานมูลนิธิเยาวชนสัมพันธ์นานาชาติ ประจำนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา บรรยายว่า ผมรู้จักคนชื่ออูลิโฮ อยู่ที่สหรัฐอเมริกา ชายคนนี้เสพยามาตั้งแต่อายุ 15 ปี ทำให้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ข้างถนน จนได้แต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง และมีลูก เวลาผ่านไปภรรยาก็รู้สึกทนไม่ได้ที่สามีมัวแต่เสพยา เขาเองก็พยายามจะเลิก และเข้าออกสถานบำบัดเป็นสิบรอบ แต่ก็เลิกไม่ได้ ต่อมาภรรยาตาย ทำให้เกิดความคิดในใจว่าเขาคงเป็นคนที่ได้แต่ติดยา และต้องตายเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ วันหนึ่งเมื่อหมดหนทาง จึงตัดสินใจโทรไปหาคุณครูที่สถานบำบัด เพื่อขอเข้าบำบัดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา เพราะเขาสามารถรับฟังแนะนำของคุณครูได้ เวลาผ่านไป 3 เดือน ก็เลิกเสพยาได้

“ก่อนหน้านี้ที่เลิกยาไม่ได้ เพราะอูลีโฮมีใจว่า เขาจะเลิกเสพยาเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อจิตใจเราคิดว่าทำได้ จะทำให้หูเราปิดทีละนิด แต่เมื่อเขารู้ว่าเลิกยาด้วยตัวเองไม่ได้ หูเขาจึงเปิด และรับฟังคำแนะนำการเลิกยาได้ ดังนั้นวิธีเลิกยาง่ายมาก คือแค่ฟังด้วยใจ ปัญหาของทุกคนสามารถแก้ไขได้ ด้วยใจของเรา ถ้าเราหันกลับมาดูตัวเองและคิดว่าปัญหานี้เราแก้คนเดียวไม่ได้ เราจะรับฟังเสียงของคนอื่นที่ช่วยแก้ปัญหาได้ เพราะคนที่มีสติปัญญาที่สุด คือคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้”

นอกจากนี้ภายในค่ายฯ ยังมีนิทรรศการวัฒนธรรม (Culture Festival) ที่จัดแสดงวัฒนธรรมจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกทวีป เช่น ประเทศจีน ประเทศเกาหลี ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทวีปอเมริกาใต้ และทวีปโอเชียเนีย เป็นต้น โดยจะมีรุ่นพี่อาสาสมัครในประเทศนั้นๆ คอยอธิบาย และแบ่งปันเรื่องราวความประทับใจระหว่างอยู่ที่ต่างประเทศ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ สนใจการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ และมีโอกาสได้รับการเปลี่ยนแปลงเหมือนพี่ๆ ส่วนกิจกรรมเสริมสร้างทักษะอะคาเดมี (Academy) ก็มีให้เลือกสรรกว่า 28 กิจกรรม อาทิ Basic Ballet Moves, Latin Dance, มวยไทย, กังฟูพื้นฐาน, สอนทำน้ำยำแบบไทย และ การถ่ายภาพ เป็นต้น

กิจกรรมสนุกสนานยังมีต่อเนื่องกับ ช่วง Mind Recreation กิจกรรมสันทนาการที่แบ่งกันเล่นตามฐานต่างๆ ควบคู่การพัฒนาจิตใจ และกิจกรรม Scavenger Hunt ช่วงที่น้องๆ จะได้สนุกสนานไปกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย เพราะจะได้ร่วมกันทำกับเพื่อนๆ ที่มาจากหลากหลายสถาบัน ทำให้ได้รู้จักการทำงานเป็นทีมและได้รู้จักเพื่อนๆ มากขึ้น

สำหรับช่วง Group Talk เป็นช่วงที่น้องๆ จะได้พบกับพี่ๆ สต๊าฟอย่างใกล้ชิด และได้รู้จักเรื่องโลกของจิตใจผ่านประสบการณ์จริง และจะได้เขียนจดหมายถึงชีวิตตัวเองเพื่อทบทวนการใช้ชีวิตที่ผ่านมาว่ามีเรื่องไหนที่น่าขอบคุณบ้าง ผ่านกิจกรรมนี้น้องๆ จะได้รู้จักจิตใจของตัวเอง และรู้จักจิตใจของคนอื่น หรือที่เรียกว่าการไหลเวียนจิตใจ ที่จะช่วยทำให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างมีความสุข

ในช่วง Guest Speaker ได้รับเกียรติจาก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล มาบรรยายถึงประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์ทำงาน และความสำคัญของทัศนคติ การเผชิญความท้าทาย และการสร้างภาวะการเป็นผู้นำ เพื่อเป็นแนวทางให้กับเยาวชน

นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนอยากจะพูดถึงการออกแบบชีวิต (Design Thinking) ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างนวัตกรรม ออกแบบโดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มี 5 ขั้นตอนคือ 1.การเข้าใจสถานการณ์ 2.ระบุให้ได้ว่าปัญคืออะไรบ้าง 3.คิดหาคำตอบ 4.ทำแบบจำลอง และ 5.ทดสอบ สิ่งของต่างๆ ในห้องนี้เช่นสายไฟ เก้าอี้ และมือถือ ผ่านกระบวนการเหล่านี้มาหมด คำถามคือแล้วชีวิตพวกเราได้ผ่านการออกแบบหรือไม่ หรือปล่อยแค่ให้ชีวิตเป็นไปเรื่อยๆ ซึ่งชีวิตของเราไม่ใช่สิ่งของ จึงมีความยากกว่า ทั้งนี้ชีวิตของเรามี 3 อย่างคือ เราเป็นผู้ออกแบบ เราเป็นผลิตภัณฑ์ และเราเป็นผู้ใช้งานด้วย ดังนั้นชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย และเปลี่ยนแปลงทุกวินาที และทุกวัน เราต้องเริ่มต้นเข้าใจตัวเอง เข้าใจเป้าหมาย และรู้ว่าชอบอะไร จากนั้นต้องหาคำตอบจากการลงมือทำ เช่น การลองไปฝึกงาน ก่อนทำงานจริง การออกแบบชีวิตที่ดีคือการ Reframe ชีวิต ตนเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ ก็ไม่ใช่ว่าตนจะทำงานในอาชีพเดิมตลอดชีวิต เพราะชีวิตเราเปลี่ยน ความสำเร็จเป็นจุดเดียวในการทำงาน หากเรายึดมั่นความสำเร็จมากเกินไป สุดท้ายความสุขจะเป็นสิ่งยืนยัน ดังนั้น เราต้องออกแบบกระบวนการชีวิตให้มีความสุข ส่วนแพชชั่น เป็นสิ่งที่ตนก็เพิ่งรู้จักแพชชั่นของตัวเองเมื่อ 4-5 ปี ที่ผ่านมานี้เอง ตนจึงอยากให้รู้ว่า อย่าไปยึดติดกับมันมาก เพราะแพชชั่นเป็นเรื่องที่ต้องลงมือทำ และลองฝึกหลายๆ อย่าง เพื่อให้เรารู้อย่างชัดเจน

ในโลกนี้ไม่มีงานพอสำหรับแพชชั่นของทุกคนได้ เอาชีวิตให้รอดก่อน อย่าไปถามว่าคุณต้องการอะไรจากชีวิต แต่ให้ถามว่าชีวิตต้องการอะไรจากเรา วันนี้ไม่สายที่จะออกแบบชีวิต อย่างตนตัดสินใจเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเมื่อ 2 ปีที่แล้วเอง นาทีนี้สำคัญที่สุด ที่ผ่านมาอดีตเป็นอย่างไรไม่สำคัญ และอย่าไปกังวล อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่ช้าหรือไม่เร็วเกินไปในการเริ่มชีวิตใหม่ เราต้องตั้งคำถามและหาปัญหาให้ได้ว่าคืออะไร เพื่อที่จะได้คำตอบที่ถูกต้อง

“หลักการง่ายๆ คือ เราต้องหาตัวเลือก และตีกรอบในชีวิตลง จากนั้นให้ก้าวต่อไป ทั้งหมดต้องเริ่มจากการรู้จักตัวเอง อย่ากังวลเรื่องแพชชั่นมาก ทุกอย่างเริ่มจากวันนี้ อดีตไม่สำคัญ ปัจจุบันสำคัญที่สุด อนาคตขึ้นอยู่กับการสร้างวันนี้ มีทิศทางของชีวิตพอสมควร ซึ่งเป็นกระบวนการ ไม่ใช่จุดใดจุดหนึ่ง และอนาคตต้องมีการพัฒนาต่อไป” นายชัชชาติ กล่าว

ส่วนนายรังสิมันต์ แบ่งปันประสบการณ์ชีวิต ว่า ตนไม่เคยมีความฝันอยากจะเป็นนักการเมืองแม้แต่น้อย แต่ความฝันคือการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เพราะคือการทำงานกับอนาคต อยากจะทำงานกับพวกคุณ เพื่อทำให้ค้นพบว่าชีวิตต้องไปในทิศทางแบบไหน การรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ทำให้ย้อนไปถึงภาพของการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ตนรู้สึกว่าไม่ควรจะปล่อยให้เกิดขึ้นอีก ตนจึงออกไปต่อต้านรัฐประหาร และทุกครั้งออกไปต่อต้านก็จะถูกดำเนินคดี ตนคือคนธรรมดาที่มีความกลัว แต่ในวันนั้นการตัดสินใจของตน คือเชื่อว่าสิ่งที่กำลังทำคือการสร้างสังคมที่เท่าเทียม และเป็นหลักการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ที่เราต้องปกป้อง แต่ความเชื่อตนถูกท้าทายด้วยความกลัว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ตนจึงเข้ามาต่อสู้ในสภาฯ โดยนำข้อมูลการทุจริตมาเปิดเผยให้สังคมรับรู้ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาในฐานะฝ่ายค้าน และเป็นหน้าใหม่ในทางการเมือง วันนี้กลับชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ที่จะทำให้เราได้มีนายกฯ ที่ชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ตนจะเป็นคนที่ไม่ได้ร่ำรวย และไม่มีต้นทุนในชีวิต แต่ตนมีความฝันที่อยากเห็นคนเท่ากัน การเรียนในมหาวิทยาลัย ก่อสร้างความเชื่อว่า ความฝันที่เราอยากเห็น เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ เหมือนที่หลายประเทศทำได้ และจากนี้คือการส่งต่อความเป็นไปได้ให้คนต่อไป

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า โดยตนสามารถสรุป 5 สิ่งที่เราต้องมีได้ คือ 1.ความฝัน ที่ต้องมีความฝันให้ได้ ว่าเราอยากเห็นอะไร ซึ่งแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน แต่ตนเชื่อว่าทุกคนจะตามหาให้เจอ 2.ความเชื่อ เป็นสิ่งที่เหมือนจะง่าย แต่ยาก เพราะการทดสอบคือต้องพบอุปสรรคจำนวนมาก แต่ตราบใดที่มีความเชื่อ ความเชื่อนั้นจะเป็นเหมือนแสงดาวนำทางไปสู่สิ่งที่เราต้องการ ถ้าตนไม่มีความเชื่อ คงไม่มีทางยืนอยู่จุดนี้ 3.ความเป็นไปได้เสมอ ยกตัวอย่างตน คนที่ไม่มีต้นทุนชีวิต ก็ไม่มีใครคิดว่าตนจะมายืนอยู่ในสภาฯ ได้ จึงอยากจะฝากทุกคนว่า เราไม่รู้ว่าอนาคตว่ามันจะพาเราไปในทิศทางไหน 4.การรอคอยให้เป็น อยู่ให้เป็นเย็นให้พอ และรอให้ได้ ถ้าเรารอคอยโอกาสของเราอย่างอดทน ตนเชื่อว่าเราจะมีโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เหมือนที่พรรคก้าวไกล รอคอยอย่างอดทน และพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก และ 5.ความพยายาม ที่เราทำซ้ำๆ ทำเรื่อยๆ ถ้าเรามีความพยายาม อะไรก็เป็นไปได้หมด ทั้ง 5 ข้อล้วนสำคัญ แต่สำคัญที่สุดคือความเชื่อ ธีโอดอร์ รูสเวลต์ อดีตประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ถ้าเชื่อว่าสามารถทำได้ในเส้นทางที่จะไป ก็เหมือนถึงเดินไปถึงมันแล้วครึ่งทาง จึงขอให้ทุกคนมีความเชื่อ และตนเชื่อว่าอะไรก็เป็นไปได้เสมอ

ภายในงานยังเปิดรับสมัครน้องๆ นักเรียนนักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมโครงการอาสาสมัครต่างประเทศ Good News Corps (GNC) ของมูลนิธิฯ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้รับการฝึกฝนและประสบการณ์จริง เรียนรู้จิตใจใหม่ผ่านกิจกรรมจิตอาสา เพราะเราเชื่อว่าเยาวชนเหล่านี้จะกลายเป็นดวงดาวส่องประกายเป็นความหวังให้กับประเทศไทยในอนาคต

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน