เปิดระเบียบ ปลด “หมอลี่” พ้นที่ปรึกษาประธาน กสทช. หลังเกิดกระแสต่อต้าน จากองค์กรด้านคุ้มครองผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2566 จากกรณีเมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. มีคำสั่งสำนักงาน กสทช. ที่ 683/2566 สั่งให้นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา พ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษาประจำประธาน กสทช. ให้มีผลทันที

จากคำสั่งดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสต่อต้านคัดค้านออกมาไม่ขาดสาย โดยเฉพาะจากองค์กรด้านคุ้มครองผู้บริโภค เนื่องจาก นพ.ประวิทย์ เคยเป็นกรรมการ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค และมีบทบาทสำคัญต่อการดูแลประโยชน์ของผู้ใช้บริการมาอย่างยาวนาน

อีกทั้งยังมีการโยงใยไปว่าสาเหตุที่ต้องปลด เพราะนพ.ประวิทย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคระกรรมการสอบสวน รักษาการเลขาธิการ กสทช. กรณีปล่อยให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ละเมิดข้อตกลงการรับเงินสนับสนุนในการถ่ายทอดฟุตบอลโลกจาก กสทช. ไม่ทำตามกฎ Must Carry ทำให้เกิดจอดำกับผู้ให้บริการ IPTV ทำให้เกิดข้อสงสัยในอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการ กสทช. ว่าสามารถจะปลดที่ปรึกษาของประธานได้จริงหรือไม่

คำถามที่เกิดขึ้น มีคำตอบอยู่แล้วในระเบียบสมัย กทช. (คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ว่าด้วยการจ้างที่ปรึกษา ผู้ปฏิบัติงาน เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการประจำคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ที่ได้อ้างไว้ในคำสั่งปลด ซึ่งระเบียบนี้มีผลใช้บังคับอยู่ แม้ต่อมาตัวคณะกรรมการจะกลายมาเป็น กสทช. ตามบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.กสทช. ปี 2553

ขั้นตอนการแต่งตั้งที่ปรึกษามีกำหนดไว้ในข้อ 10 กล่าวคือ ประธานหรือกรรมการที่ต้องการจะแต่งตั้งบุคคลใดเป็นที่ปรึกษาของตน โดยประธานมีสิทธิตั้งได้ไม่เกิน 4 คน ส่วนกรรมการตั้งได้ไม่เกิน 3 คน ก็จะส่งรายชื่อบุคคลนั้นให้เลขาธิการ กสทช. ตรวจสอบว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ หากครบถ้วนก็ให้เลขาธิการ กสทช. เป็นผู้ลงนามแต่งตั้ง ซึ่งก็เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานธุรการ สนับสนุนการทำงานของ คณะกรรมการ กสทช.

และเมื่อแต่งตั้งที่ปรึกษาไปแล้ว ที่ปรึกษาจะพ้นจากตำแหน่งได้นั้น ก็มีระบุไว้ในข้อ 9 ฉะนั้น หากนอกเหนือเหตุจากการตาย ลาออก ติดคุก มีส่วนได้เสีย หรือขาดคุณสมบัติ ผู้ที่มีอำนาจเลิกจ้างหรือปลดที่ปรึกษา คือ ประธาน กสทช. หรือกรรมการ กสทช. คนที่เสนอแต่งตั้งที่ปรึกษาท่านนั้นเข้ามา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน