เปิดผลสำรวจสุขภาพสื่อไทย ปี 66 พบเกือบ 10% ทำงานมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน สมาคมวิชาชีพสื่อยอมรับสุขภาวะสื่อไทยติดลบ สสส.หนุนทุกฝ่ายจับมือแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2567 ที่ห้องซิลเวอร์ รูม 3 โรงแรมแกรนด์ฟอร์จูน กรุงเทพฯ มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) ร่วมกับ สมาคมผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป เรื่อง “สถานการณ์สุขภาวะสื่อมวลชนไทย ปี 2566” เพื่อนำเสนอผลการสำรวจสถานการณ์สุขภาวะของสื่อมวลชน ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ณัฐนันท์ ศิริเจริญ เลขาธิการ มสส.

โดยนายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวเปิดการประชุมว่า ในรอบปี 2566 ที่ผ่านมา มีข่าวเรื่องสื่อมวลชนประสบปัญหาด้านสุขภาพหลายกรณี และบางกรณีถึงกับเสียชีวิตในที่ทำงาน เช่น พนักงานด้านการบันทึกข้อมูลผังรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ที่เสียชีวิตคาโต๊ะทำงาน เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2566

แม้จะมีการระบุว่ามาจากสาเหตุกล้ามเนื้อหัวใจตาย แต่ด้านหนึ่งก็มาจากการทำงานหนักเกินไป มีเวลาพักผ่อนน้อย ซึ่งหลานสาวของผู้เสียชีวิตให้สัมภาษณ์ว่า ปกติเป็นคนแข็งแรง แต่สูบบุหรี่และดื่มน้ำอัดลม ที่สำคัญคือทำงานสัปดาห์ละ 6 วันและกลับดึก บางวันก็กลับเช้า

หรืออย่างในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2562 ผู้สื่อข่าวหญิงชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลว เนื่องจากโหมทำงานล่วงเวลากว่า 159 ชั่วโมง ภายใน 1 เดือน ซึ่งญี่ปุ่นเรียกว่าโรคคาโรชิ ซินโดรม คือการเสียชีวิตเพราะทำงานหนักมากเกินไป

สสส.จึงสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ ในการดูแลสุขภาพของสื่อมวลชน และหวังว่าข้อมูลจากการสำรวจในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับสมาคมวิชาชีพสื่อในการทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมในอนาคตต่อไป เช่น การตั้งกองทุนเพื่อดูแลสื่อมวลชนที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ และความเดือดร้อนจากการทำงาน

ด้านนายอภิวัชร์ เกตุทัต ประธาน มสส. แถลงผลการสำรวจสถานการณ์ปัญหาสุขภาวะของสื่อมวลชนไทย ปี 2566 ว่า กิจกรรมการสำรวจสุขภาวะของสื่อมวลชนไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการรับรู้สภาพการทำงาน และปัญหาสุขภาวะของสื่อมวลชนไทย ผ่านการตอบแบบสอบถามของสื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และสื่อออนไลน์

คำถามแรกคือเรื่องสุขภาพทั่วไป พบว่า สื่อมวลชน 73% ไม่มีโรคประจำตัว ส่วนอีก 27% มีโรคประจำตัว ส่วนใหญ่เป็นโรคภูมิแพ้อากาศสูงถึง 28.6% ตามมาด้วยโรคเบาหวาน 17.2% และโรคหอบหืด 5.7% เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจปี 2565 พบว่ามีโรคประจำตัวเพิ่มขึ้น 5.4%

สื่อมวลชน 77% มีการตรวจสุขภาพประจำปี ส่วนอีก 23% ไม่ได้ตรวจ โดยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย รวมทั้งสุขภาพยังแข็งแรงอยู่

ส่วนคำถามที่ว่าสื่อมวลชนไทยทำงานหนักแค่ไหน ส่วนใหญ่ 55.88% ทำงานวันละ 6-8 ชั่วโมง ตามมาตรฐานการทำงานของวิชาชีพอื่นๆ รองลงมา 33.53% ทำงานวันละ 9-10 ชั่วโมง และมีสื่อมวลชน 9.41% ต้องทำงานมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน มีเพียงแค่ 1.18% เท่านั้นที่ทำงานน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน

ด้านคำถามที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ สื่อมวลชนส่วนใหญ่ 76.47% ไม่สูบบุหรี่ ส่วน 14.71% ยังสูบบุหรี่ และอีก 8.82% เคยสูบบุหรี่แต่เลิกสูบแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในปี 2565 พบว่าสูบบุหรี่ลดลง 2.0% เหตุผลที่ไม่สูบบุหรี่ 25.6% บอกว่าไม่คิดที่จะสูบอยู่แล้ว รองลงมา 15.9% เพราะรู้ถึงโทษและพิษภัยของบุหรี่

สำหรับคนที่ยังสูบบุหรี่มีถึง 64% คิดจะเลิกเพราะอยากจะมีสุขภาพดี ส่วนอีก 36% ไม่คิดที่จะเลิกสูบ เพราะยังไม่เห็นผลกระทบและยังสุขภาพแข็งแรงอยู่

ส่วนประเด็นบุหรี่ไฟฟ้า ส่วนใหญ่ 88.82% ไม่สูบ เพราะเป็นห่วงสุขภาพ รองลงมา 23.88% เพราะรู้ถึงอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า ส่วนคนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 11.18% ให้เหตุผลว่าเพราะไม่มีกลิ่นเหม็น รองลงมาคือเลิกสูบได้ง่ายและเชื่อว่าไม่ทำให้ติดบุหรี่

ด้านการดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า 52.4% ยังดื่มแอลกอฮอล์อยู่ ส่วน 41.8% ไม่ดื่ม เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในปี 2565 พบว่าดื่มแอลกอฮอล์ลดลง 10.4% เหตุผลที่ยังดื่มอยู่ส่วนใหญ่เป็นการสังสรรค์และเข้าสังคม รองลงมาคือดื่มเพื่อความสนุกสนาน ความถี่ในการดื่มส่วนใหญ่ 41.3% นานเกิน 1 เดือนดื่มครั้ง รองลงมา 17.4% ดื่มเดือนละครั้ง

ที่น่าสนใจคือสื่อมวลชนส่วนใหญ่ ถึง 74.16% ไม่คิดจะเลิกดื่ม เหตุผลหลักคือยังต้องสังสรรค์และเข้าสังคมอยู่ ตามมาด้วยดื่มปริมาณน้อย ส่วนคนที่คิดจะเลิกดื่มส่วนใหญ่ 39.22% ให้เหตุผลว่าเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเอง รองลงมา 33.33% ระบุว่าต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย และยังพบด้วยว่ามีคนที่เลิกดื่มได้สำเร็จมีถึง 43.8% มาจากความตั้งใจของตนเอง รองลงมา 31.3% เลิกแล้วดีต่อสุขภาพ

ด้านปัจจัยเสี่ยงเรื่องอุบัติเหตุ พบว่า สื่อมวลชนที่ขับและซ้อนจักรยานยนต์สวมหมวกกันทุกครั้ง 57.40% สวมบางครั้ง 37.87% และไม่สวมเลย 4.73% ในขณะที่การคาดเข็มขัดนิรภัยขณะขับขี่หรือโดยสารรถยนต์พบว่า 87.57% คาดทุกครั้ง มีเพียง 12.43% เท่านั้นที่คาดบางครั้ง

ด้านการพนัน ส่วนใหญ่ 63.5% ไม่เคยเล่นการพนัน แต่อีก 36.5% เคยเล่นการพนัน เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในปี 2565 มีการเล่นการพนันลดลง 1.2% คนที่เคยเล่นการพนันส่วนใหญ่ 48.28% ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล รองลงมา 33.33% ซื้อหวยใต้ดิน

สำหรับข้อเสนอแนะ คงต้องมีการจัดการเรื่องสภาพแวดล้อมในการทำงาน ทั้งภายในและภายนอก เพื่อแก้ปัญหาภูมิแพ้อากาศ รวมทั้งรณรงค์เรื่องลดการบริโภคหวาน มัน เค็ม พร้อมหาวิธีการช่วยเหลือค่าใช้จ่าย เพื่อให้สื่อมวลชนได้ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญ คือ จะต้องลดชั่วโมงการทำงานของสื่อมวลชนที่ทำงานหนักมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวันลงให้ได้ เพื่อป้องกันความสูญเสียที่จะตามมาอย่างที่เป็นข่าว

ด้านพฤติกรรมเสี่ยงเรื่องบุหรี่ ต้องหาวิธีการหรือกลยุทธ์เลิกบุหรี่ที่หลากหลาย รวมทั้งให้ข้อมูลถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้ากับสื่อมากขึ้น ด้านการดื่มแอลกอฮอล์ ถือเป็นโจทย์สำคัญ คือสื่อมวลชนส่วนใหญ่ยังดื่มอยู่ ทำอย่างไรจะมีกิจกรรมอื่นมาทดแทนการสังสรรค์ดังกล่าว

ส่วนเรื่องอุบัติเหตุจะต้องเร่งรณรงค์เพิ่มการสวมหมวกนิรภัย ทั้งคนขับและคนซ้อนมากขึ้น เช่นเดียวกับการพนัน ส่วนใหญ่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย

ดังนั้น ควรรณรงค์กับผู้สื่อข่าว นักจัดรายการวิทยุและพิธีกรรายการโทรทัศน์ ระมัดระวังในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเล่นการพนันมากขึ้น และควรเสนอข่าวหรือข้อมูลของผู้ประสบปัญหาหรือได้รับผลกระทบที่เกิดจากการพนันด้วย

ขณะที่ นายมงคล บางประภา นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงแนวทางการดูแลสุขภาพและสวัสดิภาพของสื่อมวลชนไทยว่า ระบบการดูสุขภาวะของสื่อมวลชนไทยโดยรวมยังไม่เคยมี และยังไม่มีหลักประกันมากนัก อย่างมากที่สุดก็แค่การดูแลในระดับพื้นฐาน คือ ประกันสุขภาพและการประกันชีวิต

เท่าที่ทราบมีคนที่ทำงานด้านสื่อมวลชนไม่น้อยไม่มีแม้แต่เบี้ยความเสี่ยง เช่น กรณีทำข่าวในสถานการณ์เสี่ยงภัย เช่น พื้นที่การชุมนุมในหลายครั้งที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังประสบปัญหาไม่มีการขึ้นค่าตอบแทน ปลดออกเลิกจ้าง คนทำงานสื่อที่มีประสบการณ์ หลายคนต้องไปประกอบอาชีพอื่น เช่น ขับรถแท็กซี่ ทำให้มีแรงกดดันด้านสุขภาพจิตจนเป็นที่มาของสุขภาพกาย

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาเคยมีข้อเสนอ และมีความพยายามผลักดันให้เกิดการจัดตั้งสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนของไทย เพื่อปกป้องดูแลสื่อ แต่ก็ยังไม่มีน้ำหนักและยังไม่มีความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม เพราะสำนักข่าวต่างๆ ไม่ได้ให้ความสำคัญ และไม่ให้การสนับสนุน ดังนั้น ในความเห็นส่วนตัวของตน คือ สุขภาวะของสื่อมวลชนไทย ทั้งสุขภาวะทางด้านจิตใจและสุขภาวะทางกายล้วนแต่ติดลบ

ด้าน นายธวานันทภัทร ตั๋นไชยวงค์ ปฏิคมและกรรมการสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า สุขภาวะของสื่อค่อนข้างแย่ ทำงานหนักก่อให้เกิดความเครียด เกิดปัญหาช่องว่างระหว่างวัยของคนทำสื่อด้วยกัน ทางแก้คือการหันมาพูดคุยกันให้มากขึ้น ในอนาคตสื่อมวลชนไม่มีแบ่งแยกจำแนกประเภทสื่อแล้ว เพราะทุกสื่อทำงานได้ทุกแพลตฟอร์ม ทุกคนต้องทำงานมากขึ้นกว่าเดิม ทุกอย่างจะเกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ดูแลสมาชิกในเรื่องการอบรมเพิ่มพูนทักษะโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ถึงที่สุดคงต้องย้อนกลับไปที่องค์กรสื่อต้นสังกัดว่า มีนโยบายสร้างเสริมสุขภาวะในการทำงานให้ดีขึ้นได้อย่างไร จึงขอเรียกร้องให้สร้างนโยบายองค์กร เช่น จัดให้มีการตรวจสุขภาพ และเพิ่มแรงจูงใจให้กับคนที่เปลี่ยนแปลงสุขภาพตัวเองให้ดีขึ้น ต้องดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเพราะมีความสัมพันธ์กัน

หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง สื่อมวลชนต้องพบกับความท้าท้ายใหม่ โดยเฉพาะเมื่อใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดอายุในปี 2572 จะได้ทำงานต่อไปหรือไม่ หากสถานีโทรทัศน์ สถานีข่าว หรือสำนักข่าวต่างๆ เริ่มทยอยยุติการดำเนินกิจการ หรือแปรสภาพไปดำเนินธุรกิจในรูปแบบอื่น สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบกับสุขภาพจิตคนทำสื่ออย่างแน่นอน

ด้านสื่อมวลชน ได้ร่วมเสนอแนะ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่า ปัจจุบันมีสื่อมวลชนที่ประสบปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ของสื่อได้หันมาทำสื่อออนไลน์มากขึ้น แต่สื่อเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแลด้านสวัสดิภาพและสวัสดิการ จึงอยากให้สมาคมวิชาชีพสื่อได้เข้ามาดูแลปัญหาเหล่านี้ด้วย

โดยเฉพาะมีสื่อโทรทัศน์ที่ทำงานตั้งแต่ตีหนึ่งถึงเช้า เพื่อเตรียมรายการข่าวเช้าของแต่ละสถานี เชื่อว่ามีไม่ต่ำกว่า 100 คน ที่มีปัญหาสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและสมาคมวิชาชีพสื่อ ได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว

พร้อมกับเสนอให้สื่อมวลชนที่ประสบความสำเร็จได้หันกลับมาดูแลนักข่าวและคนทำสื่อที่ประสบความเดือดร้อนที่มีปัญหาสุขภาพด้วย โดยอาจจะมีการตั้งกองทุนเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน