เมื่อเวลา 7.00 น. วันที่ 14 มี.ค. ที่ค่ายผู้ลี้ภัยสงครามอิตุท่า รัฐกะเหรี่ยง ฝั่งตรงข้ามชายแดนไทย บ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของกองพล 5 กองกำลัง KNLA แห่งสหภาพชนชนชาติกะเหรี่ยง (KNU) โดยศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัยสงครามพร้อมด้วยเครือข่ายสาละวิน จัดกิจกรรม วันหยุดเขื่อนโลก บริเวณริมแม่น้ำสาละวิน เพื่อแสดงจุดยืน ไม่ต้องการให้มีการสร้างเขื่อนเพื่อรักษาระบบนิเวศน์และวิถีชีวิตชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถบนั้น ทั้งนี้การจัดกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้มีขึ้นที่จ.แม่ฮ่องสอนแห่งเดียวเท่านั้น แต่ผู้คนที่กำลังประสบปัญหาการสร้างเขื่อนทั่วโลกก็จัดกิจกรรมเช่นนี้ในวันเดียวกัน
ภายในงาน ชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกว่า 800 คน ร่วมกันนั่งรวมกลุ่มเป็นตัวอักษรคำว่า “No Dam เพื่อแสดงออกเป็นเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน อีกทั้งมีการรวมกลุ่มกันชูป้าย และผูกผ้าโพกหัวที่เขียนข้อความต่อต้านการสร้างเขื่อน ร้องตะโกนแสดงพลังกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเด็กนักเรียนกว่า 30 คน ร่วมปล่อยว่าวสีขาวเขียนข้อความว่า “No Dam” ขึ้นสู่ท้องฟ้าริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน
นางเพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ประเทศไทยและประเทศพม่า องค์กรแม่น้ำนานาชาติ เผยว่า แผนการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินในพม่าและพรมแดนไทย-พม่า ว่ากำลังอยู่ในสถานะเตรียมสร้างแต่ชะลอโครงการไว้ทั้งหมด 7 เขื่อน และเหนือขึ้นไปในประเทศจีน-พม่าอีกนับสิบกว่าแห่ง ซึ่งสถานการณ์ชายแดนของประเทศพม่า ริมแม่น้ำสาละวิน เป็นพื้นที่ที่ยังมีการสู้รบ เนื่องจากมีการลงนามข้อตกลงหยุดยิงจากรัฐบาลพม่ากับ สหภาพชนชาติกะเหรี่ยง(KNU) แต่การลงนามเป็นแค่ในกระดาษเท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติยังไม่เกิด โดยตั้งแต่ปี 2015-2017 เป็นต้นมา ชาวบ้านกะเหรี่ยงหลายพันหลังคาเรือนต้องหลบหนีการคุกคามของทหารพม่าที่รุกไล่พื้นที่ และมาตั้งรกรากอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน 2-3 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านพยายามกลับเข้าไปทำไร่ทำนาในหมู่บ้านเดิม แต่ตอนนี้ทหารพม่ากลับเข้ามาทำถนนอีก ชาวบ้านก็ต้องหนีไปอยู่ในป่า เป็นผู้พลัดถิ่นขณะนี้จำนวนประมาณ 1,700 คน หากมีการสร้างเขื่อนเกิดขึ้น คนที่ต้องได้รับผลกระทบก็คงไม่พ้นชาวบ้านผู้ลี้ภัยที่ต้องอพยพย้ายอีกครั้ง แล้วพวกเขาจะย้ายไปที่ไหนได้อีก? ก่อนจะเกิดการสร้างเขื่อนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตใครต่อใคร อยากให้มองที่สันติภาพและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของชาวบ้านในละแวกที่ควรจะได้รับก่อนมากกว่า
ขณะที่ นาย พอล เส่ง เทวา ผู้อำนวยการเครือข่ายปฏิบัติการ เพื่อสิ่งแวดล้อมกะเหรี่ยง (KESAN) ชาวบ้านในพื้นที่ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและผู้ผลัดถิ่นที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน ค่ายอิตุท่า ว่า การสร้างสันติภาพที่แท้จริงให้กับชาวบ้าน โดยไม่ต้องคอยหลบหนีและเปิดโอกาสให้ได้ใช้พื้นที่ทำมาหากินเพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้ก็เพียงพอสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ แต่การสร้างเขื่อนเป็นการทำลายระบบนิเวศน์โดยรอบ ทั้งสัตว์ป่าและพรรณไม้ ที่ผู้คนต้องพึ่งพาอาศัยกัน โดยส่งผลไปถึงความอยู่รอดการอยู่รอดทางวัฒนธรรม โดยพื้นที่นี้ส่วนมากเป็นคนกะเหรี่ยงแท้ เชื่อผีบรรพบุรุษ ปกป้องธรรมชาติ หากต้องเสียพื้นที่ผืนป่าที่ทำกินไปก็เหมือนเสียอัตลักษณ์ เขตสันติภาพสาละวินเป็นพื้นที่พิเศษ ที่มีธรรมนูญเป็นของตนเอง ปกครองตนเอง หากรัฐบาลสามารถาร้างพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษได้ เราก็สามารถสร้างเขตวัฒนธรรมพิเศษได้เช่นเดียวกัน
นาย ซอ โซ ขึ หัวหน้าค่ายผู้หนีภัยสงครามอิตุท่า ให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์ในค่ายอิตุท่าตอนนี้ลำบากมาก เพราะถูกตัดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากองค์กรต่างประเทศมากว่า 5 เดือนแล้ว ทำให้ไม่มีข้าวสารเพียงพอที่จะปันส่วนให้ทุกครอบครัว ชาวบ้านวัยหนุ่มสาวต้องพยายามออกไปหางานรับจ้าง หรือเย็บใบตองตึงนำไปขายเพื่อนำเงินมาซื้อข้าวสารและสิ่งของจำเป็น ทำให้ความเป็นอยู่ช่วงที่ผ่านมาลำบากมาก แม้ก่อนหน้านี้จะมีพี่น้องกะเหรี่ยงจากฝั่งไทยส่งข้าวสารและของบริจาคมาให้ที่ค่ายอิตุท่า แต่ก็ต้องกันไว้ปันส่วนให้ครอบครัวที่มีคนแก่ เด็ก และคนพิการเท่านั้น ส่วนยารักษาโรคก็ขาดแคลนอย่างมาก ตอนนี้ก็คาดหวังว่านานาประเทศได้เข้าใจในสถานการณ์จริงในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง ว่าไม่ได้เป็นไปตามแผนสันติภาพอย่างที่รัฐบาลพม่าสร้างภาพไว้ และอาจทำให้องค์กรต่างๆ กลับมาช่วยเหลือ
น.ส.หน่อแซนี่ ชาวบ้านกะเหรี่ยง ค่ายอิตุท่า กล่าวเสริมว่า เมื่อเขามารบมายิงเรายังพอหาที่หนีหาที่กำบังได้ แต่เมื่อเขาเข้ามาเอาเงินมาลงทุนสร้างเขื่อน เราสู้ลำบากมาก แต่ก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด แม่น้ำสาละวิน สายน้ำที่ยังคงไหลอย่างอิสระจากต้นกำเนิดเทือกเขาหิมาลัย ความยาว 2,800 กม. ควรเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ยังคงความบริสุทธิ์ปราศจากการสร้างเขื่อนสายสุดท้ายหรือไม่


