จากกระแสละครดังอย่าง ‘บุพเพสันนิวาส’ ที่มีความรู้และเกร็ดทางประวัติศาสตร์สอดแทรกให้แฟนละครพูดถึงแทบทุกตอน ตอนล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ก็มีฉากที่แม่หญิงการะเกด ซื้อมุ้งให้บ่าวไพร่ โดยใช้เม็ดกลมๆ เล็กๆ สีเงินแทนเงินตรา หรือที่เรียกกันว่า พดด้วง
เพจ SCB Thailand โพสต์ข้อมูลเงินตราสมัยอยุธยาว่า ตั้งแต่ยุคสุโขทัยถึงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นก่อนรัชกาลที่ 4 เงินตราใช้ระบบน้ำหนัก มี 6 หน่วย ได้แก่ ไพ เฟื้อง สลึง บาท ตำลึง ชั่ง* เรียกว่า “ครุตีนกา” หรือ “ครุเรือนเงิน”
โดย “พดด้วง” ที่แม่หญิงการะเกดใช้ในละครบุพเพสันนิวาส สันนิษฐานว่าคนไทยเราใช้เงินพดด้วงมากว่า 600 ปี ตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเงินที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ทำขึ้นจากแท่งเงินทุบปลายงอเข้าหากันแล้วตอกประทับตราประจำพระองค์ของพระเจ้าแผ่นดินไว้ เงินพดด้วงอยุธยาส่วนใหญ่จะประทับตราจักรและตราประจํารัชกาล เช่น ครุฑ ช้าง ราชวัตร พุ่มข้าวบิณฑ์ เป็นต้น
ทางเพจ เหรียญโบราณและเงินพดด้วง กล่าวว่า “เงินพดด้วงที่ใช้ในสมัยพ่อขุนหลวงนารายณ์ คือ เงินพดด้วง ตราพุ่มข้าวบิณฑ์-จักร ได้บันทึกไว้จาก ซีมง เดอ ลาลูแบร์ (simon de la Loubre) ได้กล่าวถึงตราพุ่มข้าวบิณฑ์ไว้ในจดหมายเหตุเกี่ยวกับสยามซึ่งเล่าเรื่องระหว่างที่พำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยาระหว่าง พ.ศ.2230-2231”
ส่วน “เบี้ย” เป็นเงินปลีกที่มีค่าน้อยที่สุดในระบบเงินตรา คนสมัยโบราณทุกคนจึงสามารถเป็นเจ้าของได้ ละคำว่าเบี้ยจึงปรากฏในสำนวนไทยจำนวนมาก เบี้ยใช้แพร่หลายมากในสมัยอยุธยา จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งรัตนโกสินทร์ที่สยามเปิดการค้าเสรีกับต่างประเทศ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ผลิตเงินตรามูลค่าต่ำด้วยโลหะอย่าง ทองเหลือง ทองแดง และดีบุก เรียกว่า “กะแปะจีนและโสฬส” คนไทยจึงเลิกใช้เงินเบี้ยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในสมัยก่อน 200 เบี้ย เท่ากับ 1 ไพ
โดยการคำนวณเงินสมัยโบราณตามหลักการ”ครุตีนกา” หรือ “ครุเรือนเงิน” มีดังนี้
๔ ไพ = ๑ เฟื้อง
๒ เฟื้อง = ๑ สลึง
๔ สลึง = ๑ บาท
๔ บาท = ๑ ตำลึง
๒๐ ตำลึง = ๑ ชั่ง
(ภาพและข้อมูล เพจเฟซบุ๊ก SCB Thailand, เหรียญโบราณและเงินพดด้วง และ https://sites.google.com/site/xanacakrxyuthy/matr )


