30 ก.ค. 67 – คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) นัดประชุมพิจารณาสำนวนอุทธรณ์จำนวน 2 สำนวน นายสมรรถชัย วิศาลาภรณ์ ประธาน ก.พ.ค.ตร. ได้เรียกประชุม ก.พ.ค.ตร. โดยมีกรรมการเข้าร่วมประชุมครบทุกท่าน
สำนวนแรก เป็นสำนวนอุทธรณ์คำสั่งไล่ออกจากราชการ คู่กรณีทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์ยื่นคำแถลงเป็นหนังสือและแถลงด้วยวาจา ต่อ ก.พ.ค.ตร. และ ก.พ.ค.ตร. มีมติเห็นชอบตามที่กรรมการเจ้าของสำนวนเสนอ

สำนวนที่สอง สำนวนอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ระหว่างพลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล กับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
โดยสำนวนนี้ มีกรรมการเข้าร่วมประชุมครบทุกท่าน ยกเว้น พลตำรวจเอก วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เพียงท่านเดียวที่เห็นว่าตนเองมีกรณีอันอาจถูกคัดค้านได้ตามข้อ ๓๔ ของกฎ ก.พ.ค.ตร. ฯ ที่ได้ประสงค์ขอถอนตัวเองออกจากการพิจารณาวินิจฉัยฯ และที่ประชุม ก.พ.ค.ตร. ได้มีมติให้งดการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้
ก.พ.ค.ตร. ได้เปิดโอกาสให้คู่กรณีทั้งสองฝ่าย คือ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้อุทธรณ์ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คู่กรณีในอุทธรณ์ ที่มอบหมายให้ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้แทน โดยที่แต่ละฝ่ายได้มีความประสงค์ที่จะยื่นคำแถลงเป็นหนังสือและแถลงด้วยวาจาต่อ ก.พ.ค.ตร.
ซึ่งคำแถลงที่เป็นหนังสือและคำแถลงด้วยวาจาของแต่ละฝ่ายนั้น จะยกข้อเท็จจริงที่มิเคยได้ยกขึ้นอ้างไว้แล้วไม่ได้ เว้นแต่เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นสำคัญ ที่คู่กรณีสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุจำเป็นหรือพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ไม่อาจเสนอต่อ ก.พ.ค.ตร. หรือกรรมการเจ้าของสำนวนก่อนหน้านั้นได้ และ ก.พ.ค.ตร. จะรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ได้ก็ต่อเมื่อได้เปิดโอกาสให้คู่กรณีอีกฝ่ายได้แสดงพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงหักล้างแล้วเป็นสำคัญด้วยเช่นกัน
โดยประธานฯ ได้ให้ผู้อุทธรณ์เป็นผู้แถลงก่อน และตามมาด้วยคู่กรณีแถลงต่อในลำดับถัดมา โดยเริ่มตั้งแต่เวลา ๑๓.๕๐ – ๑๖.๓๕ น. หลังจากนั้น คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามในบันทึกรายงานบวนการพิจารณาในการแถลงดังกล่าว
ก.พ.ค.ตร. ได้นำคำแถลงที่เป็นหนังสือและการแถลงด้วยวาจาดังกล่าวทั้งหมดไปประชุมพิจารณาต่อเนื่องร่วมกับคำอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ คำชี้แจง และพยานหลักฐานอื่นที่ ก.พ.ค.ตร. ได้มาจากการแสวงหาข้อเท็จจริงไว้ก่อนหน้านี้แล้วต่อจนถึง ๑๘.๓๐ น. แต่ไม่แล้วเสร็จ จึงได้มีมติให้นำไปพิจารณาต่อเนื่องในวันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม เวลา ๑๓.๓๐ น.
หลังจากนั้น ก.พ.ค.ตร. จะมีการจัดทำคำวินิจฉัยเป็นหนังสือโดยเร็ว และจะสามารถเปิดเผยอย่างเป็นทางการได้ก็ต่อเมื่อ ก.พ.ค.ตร. ได้จัดส่งคำวินิจฉัยไปให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายทราบตามที่อยู่ที่คู่กรณีแต่ละฝ่ายได้แจ้งไว้ต่อ ก.พ.ค.ตร. ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นไปตามกฎ ก.พ.ค.ตร. ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ พ.ศ. ๒๕๖๗ และกฎ ก.พ.ค.ตร. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ. ๒๕๖๗