เสียงตีฆ้องร้องป่าวของเด็กๆ ในชุมชนวัดเกาะมะไฟ ต.บ้านหอย อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ที่รณรงค์ขอให้ผู้ใหญ่ลดเหล้า ยาเสพติด ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ สร้างความตระหนักรู้แก่คนในชุมชนในโครงการ “ลดเสี่ยง ลดผู้เสพ เพิ่มสุข มีเงินออม”

โดย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะรองประธานกรรมการกองทุน คนที่ 1 สสส. พร้อมด้วย นพ.พงศ์เทพ

วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย ได้ลงพื้นที่รับฟังสรุปการดำเนินงาน “ลดเสี่ยง ลดผู้เสพ เพิ่มสุข มีเงินออม” แก้ไขปัญหาปัจจัยเสี่ยง ลดสัดส่วนหนี้สินครัวเรือน ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดเกาะมะไฟ ต.บ้านหอย อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี

โดยพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นชุมชนคนสู้เหล้าต้นแบบที่เข้มแข็ง ก่อนจะพัฒนามาสู่โครงการ

“ลดเสี่ยง ลดผู้เสพ เพิ่มสุข มีเงินออม”

นางเพ็ญประภา พัวพานิช ผอ.รพ.สต.บ้านเกาะแดง เผยว่า เมื่อเราทำเครือข่ายชุมชนงดเหล้ามีชาวบ้านที่เข้ามาร่วมโครงการเห็นผลเป็นเงินออมของครอบครัวที่มีเพิ่มขึ้น เป็นแบบอย่างให้คนในชุมชนเห็นว่าทำแล้วจะได้อะไร ทำให้เราได้คนต้นแบบเลิกเหล้าตลอดชีวิตกว่า 50 คน ในระยะเวลาที่ผ่านมา เรานำบุคคลเหล่านี้มาขยายงานในด้านต่างๆ มีกิจกรรมตีฆ้องร้องป่าวของเด็กๆ ให้เยาวชนมาร่วมเป็นนักสืบน้อย, ฝากเหล้าไว้กับตำรวจ, งานบุญประเพณีปลอดเหล้า และกลุ่มสตรีปันรักปลูกผักเลิกเหล้า ผลคือทำให้ชุมชนเราไม่มีคนรวมกลุ่มกันดื่มสุรา อุบัติเหตุต่างๆ ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด คนเล่นพนัน เสพยาเสพติด สูบบุหรี่ลดลง มีเงินออมมากขึ้น เด็กๆ ได้ซึมซับการดูแลชุมชน ได้เรียนรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ดีอย่างไร

ปัญหาสำคัญของไทยนอกจากปัญหายาเสพติด คือปัญหาแอลกอฮอล์ โดยพบผลวิจัยการศึกษาต้นทุนผลกระทบทางสังคมปี 2564 พบว่า แอลกอฮอล์ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่า 165,450.5 ล้านบาท เฉลี่ย 2,500 บาทต่อคน และต้นทุนทางอ้อม 159,358.8 ล้านบาท จากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร นอกจากนี้ สถานการณ์พฤติกรรม และผลกระทบพนันปี 2566 พบว่า 63% หรือ

คนไทย 35 ล้านคน เล่นพนัน ทำให้ขาดเงินใช้จ่าย

ในชีวิตประจำวันถึง 46% และมีผู้ติดหนี้พนันถึง

1.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 กว่า 5 แสนคน

คิดเป็นมูลค่าหนี้สินกว่า 2 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ย 12,335 บาท/คน

นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า ในการประชุมกรรมการกองทุน สสส. ได้มีมติเห็นชอบให้ สสส. และภาคี

เครือข่าย ถอดบทเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้สถานการณ์สิ่งเสพติด และผลกระทบที่เกิดขึ้นในชุมชน โดยการทำงานในพื้นที่ของ สสส. และภาคีเครือข่าย

ใช้ชุมชนเป็นฐานเชื่อมกับกลไก พชอ. และการขยายงานชุมชนล้อมรักษ์ โดยขับเคลื่อนสร้างพื้นที่ปลอดภัยจากยาเสพติด และเสริมสร้างชุมชน

สุขภาวะ ป้องกันปัญหายาเสพติดในระดับพื้นที่/หมู่บ้าน/ชุมชน ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 มีพื้นที่ต้นแบบ 25 พื้นที่ 5 ภูมิภาค มีแกนนำขับเคลื่อนระดับหมู่บ้าน/ชุมชน ตำบล และแกนนำเครือข่าย

5 ภูมิภาค จำนวน 2,683 คน รวม 1,527 หมู่บ้าน/ชุมชน เกิดพื้นที่ต้นแบบที่ลดจำนวนผู้ติดยาเสพติดได้สำเร็จ

นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า สสส. สามารถขยายผลสร้างโมเดลจัดการปัญหายาเสพติดสู่ชุมชนอื่นๆ

อาทิ ชุมชนคนสู้เหล้า ปัจจุบันเครือข่ายองค์กร

งดเหล้า มีสมาชิกกว่า 7,000 คน ทั่วประเทศ

เกิด “คนหัวใจเพชร” ลดเหล้าในช่วงเข้าพรรษา

นำไปสู่การงดเหล้าตลอดชีวิต โดยปี 2565 มีผู้เข้าร่วม 151,948 คน สามารถประหยัดเงินได้ถึง 121,784,378 บาท นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรพี่เลี้ยงการเงินรู้ทันการพนันในพื้นที่ 9 จังหวัด สามารถ

ปลดหนี้ ลดพนัน เปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม

ผ่านการสื่อสารสร้างความตระหนักในชุมชน ชักชวนให้ครอบครัวในท้องที่ต่างๆ ลด ละ เลิกพนัน

ลดปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นได้

“เหล้า บุหรี่ ยาบ้า กัญชา สารเสพติดต่างๆ

เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดอาชญกรรม อุบัติเหตุขึ้นได้

หากเราลดความเสี่ยงจากสิ่งเหล่านี้ได้ก็จะลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ลดอาชญากรรม ที่สำคัญที่สุดคือทำให้สามารถออมเงินได้มากขึ้น มีเงินไปใช้จ่ายในครอบครัวมากขึ้น ทำให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้น อีกทั้งการใช้กฎหมายมาพยายามควบคุมปัญหาเหล่านี้อาจจะทำได้ยาก เราต้องดึงชุมชนมามีส่วนร่วม โดยที่มีภาครัฐฯ เป็นพี่เลี้ยง และมี สสส. ช่วยหนุนเสริม ทั้งเชิงวิชาการ สานพลัง สร้างนวัตกรรม”

นพ.พงศ์เทพ กล่าว

ด้าน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ขอเป็นกำลังใจให้ภาคีเครือข่าย ชุมชนท้องถิ่น แกนนำ อสม. ที่ร่วม

ขับเคลื่อนลดปัจจัยเสี่ยงใน จ.ปราจีนบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง การสร้างกลไก “ลดเสี่ยง ลดผู้เสพ สร้างสุข มีเงินออม” จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของตนเอง ชุมชน สังคม ขอชื่นชมในกิจกรรมของ สสส. ที่ออกมารณรงค์

โดยฉพาะเด็ก และเยาวชน ที่เป็นกำลังหลักของชาติในอนาคต สสส. ใช้สื่อสารในชุมชนได้อย่างตรงจุด ทำให้เห็นโทษและประโยชน์จาการการลดเสี่ยง

ลดเสพ นอกจากส่งผลดีต่อสุขภาพแล้ว ยังจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงเศรษฐกิจระดับประเทศดีต่อไป

เมื่อชุมชนเข้มแข็งช่วยกันสอดส่องดูแล เป็นกำลังใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การ “ลดเสี่ยง

ลดผู้เสพ เพิ่มสุข มีเงินออม” จะสามารถดำเนินไปได้ด้วยดี สร้างสังคมที่ดีต่อลูกหลานเราต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน