วันที่ 2 ก.ย.2567 นายวรา จันทร์มณี นักวิขาการอิสระ และเลขาธิการเครือข่ายประชาชนพิทักษ์สิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรม ได้โพสต์ข้อความระบุถึงปัญหาการจัดการน้ำว่า แก้ปัญหาน้ำ อย่ามักง่าย ปักธงก่อนศึกษา การแก้ปัญหาอุทกภัยอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เริ่มจากการตั้งธงสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ดีใจที่ได้ยินภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี พูดถึงการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ
แต่ไม่เห็นด้วยที่จะพูดถึงการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นหรืออื่นใด โดยที่ยังไม่มีการศึกษาอย่างรอบด้าน การจะแก้ปัญหาใดก็ตาม ก่อนมีแผนว่าจะทำโครงการอะไร ต้องศึกษาสาเหตุ และหาทางเลือกในการแก้ปัญหาก่อน
การที่บอกว่าจะให้ World Bank (ธนาคารโลก) ศึกษา ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไว้ใจได้ ในเมื่อ World Bank มีหน้าที่มุ่งเน้นการลงทุน และเร่งรัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงระแวงไว้ก่อนเลยว่าการศึกษาของ World Bank อาจไม่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน
แน่นอนจำเป็นต้องมีการวางแผนป้องกันปัญหาอุทกภัย แต่ที่สำคัญกว่าคือจำเป็นต้องวางแผนจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่สุกเอาเผากิน แก้ปัญหา Case by Case , Project by Project แบบขอไปที และที่สำคัญไม่ควรผูกขาดอำนาจการตัดสินใจที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แม้กระทั่ง สทนช. (สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ) เพราะการจัดการน้ำเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ทั้งในเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่ไปจากภาษีอากร วิถีชีวิต และผลกระทบ จึงต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด
ในกรณีอุทกภัยภาคเหนือครั้งนี้ มีข้อสังเกตต่างๆ อาทิ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เสนอว่าควรมีแผนระยะยาวในการแก้ไขปัญหาแม่น้ำยม ตั้งแต่จังหวัดพะเยาจนถึงจังหวัดสุโขทัยมีน้ำท่วมมาตลอด, อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่าแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีแต่เรื่องบรรเทา ไม่มีเรื่องป้องกัน,
ผศ.สิตางศุ์ พิลัยหล้า กล่าวว่าแม้ว่าจะสร้างแก่งเสือเต้น หากมีน้ำปริมาณมากยังไงน้ำก็ท่วมอยู่ดี ฯ นอกจากนั้นยังมีความคิดเห็นอื่นๆ อาทิ การคิดแต่จะสร้างเขื่อน โดยไม่คิดถึงการเก็บซับน้ำในพื้นที่ การวางผังเมือง และการระบายน้ำ เป็นเรื่องที่รอบคอบจริงหรือ เราควรคิดวางแผนการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบก่อนการล็อคเสปคปักธงไปที่การสร้างเขื่อนใช่หรือไม่
ขอยกกรณีศึกษาที่สำคัญคือคลองผันน้ำจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งฉกฉวยสถานการณ์ความตื่นตระหนกของประชาชนมากำหนดนโยบาย โดยไม่ศึกษาอย่างรอบด้าน กรมชลประทานรีบเสนอโครงการรัฐบาล คสช. เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2559 โดยใช้โครงการเก่าซึ่งอ้างพระราชดำริรัชกาลที่ 9 ครั้งเกิดอุทกภัยที่คีรีวง พิปูน กะทูน เมื่อปี 2531
และใช้ชื่อ ‘โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ‘ โดยใช้แค่การศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น (Pre Feasibility) เมื่อปี 2545 ซึ่งเป็นแค่การรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน มาขออนุมัติโครงการ ซึ่งผิดหลักการ ไร้มาตรฐานทางวิชาการ
รัฐบาล คสช. อนุมัติ ทั้งๆ ที่ยังไม่ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Project Feasibility Study) และไม่มีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยกรมชลประทานอ้างว่าพื้นที่โครงการมี 79,375 ไร่ ไม่ถึง 80,000 ไร่ ไม่ต้องทำ EIA ตามกฏหมาย
ซึ่งมีข้อสังเกตว่าเป็นการกำหนดพื้นที่เพื่อหลบเลี่ยงการทำ EIA ใช่หรือไม่ เพราะแท้จริงแล้ว การทำคลองผันน้ำขนาดใหญ่ ต้องมีการปรับพื้นที่หรือขุดลอกทะเลรองรับ แน่นอนว่าเกิน 80,000 ไร่ แต่กลับอ้างว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่น ไม่ใช่กรมชลประทาน ทั้งๆที่ควรเป็นโครงการเดียวกัน
เมื่อกำหนดโครงการคลองผันน้ำจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยไม่มีการศึกษาทางเลือก และใช้ฐานคิดเก่าจากเหตุการณ์อุทกภัยปี 2531 ซึ่งเชื่อว่าน้ำจากเขาหลวงคีรีวง (ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของจังหวัด) มาท่วมเมือง จากปี 2531 ถึง 2559 เวลาห่างกันเกือบ 30 ปี
และทั้งในปี 2531 และปีถัดๆ มาที่น้ำท่วมเมืองนครศรีธรรมราช ก็ไม่มีการศึกษาว่าเหตุที่น้ำท่วมเมืองนครศรีธรรมราชเกิดจากสาเหตุใดบ้าง มีน้ำมาจากกี่ทิศทาง ตัวเมืองเองมีอุปสรรคสำหรับการระบายน้ำหรือไม่ จึงสงสัยว่าจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างไม่รอบคอบ ไม่มีหลักวิชาการรองรับ ไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันว่าจะแก้ปัญหาได้จริง
แต่ผลกระทบกับชาวบ้านเกิดแล้ว ชาวบ้านต้องถูกเวนคืนที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ อีกทั้งมีปัญหาที่เป็นข้อวิตกกังวลรออยู่ในอนาคตมากมายอาทิ การไปตัดวงจรระบบนิเวศเส้นทางน้ำเดิมจะทำลายความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ทำลายคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยห้วย หนอง คลอง บึง หรือแหล่งน้ำรายทาง
ตั้งแต่เขาหลวงคีรีวง อำเภอลานสกา (ฝั่งตะวันตกของจังหวัด) ลงมาถึงในอำเภอเมือง ไปจนถึงอำเภอปากพนัง (ฝั่งอ่าวไทย ฝั่งตะวันออกของจังหวัด) ซึ่งประชาชนมีอาชีพเกี่ยวกับการประมง ทำลายระบบนิเวศชายฝั่งทะเล และทำลายอาชีพของพี่น้องประมงชายฝั่ง ซึ่งกระทบทั้งวิถีชีวิตและสังคม การสร้างโครงการคลองผันน้ำจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างไม่รอบคอบ ไม่คำนึงถึงความยั่งยืน ฯลฯ
ในปัจจุบันการสร้างโครงการคลองผันน้ำจังหวัดนครศรีธรรมราชยังไม่แล้วเสร็จ แต่ยังทิ้งคำถามใหญ่ว่าทำไมจึงไม่ศึกษาปัญหาสาเหตุและวิเคราะห์ทางเลือกก่อนการตัดสินใจดำเนินโครงการ การใช้เงินงบประมาณ 10,000 ล้านบาทควรรอบคอบกว่านี้หรือไม่ มีข้อมูลมากมายที่ไม่ถูกพูดถึง อาทิ น้ำท่วมในเมืองนคร อาจเกิดจากปัญหาตัวเมืองเป็นหลัก เช่น การวางผังและการจัดการเมืองไร้ประสิทธิภาพ 1) ถนน สิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ
โดยตัวเมืองนครมีถนนหลักขวางทางน้ำถึง 3 เส้น คือ ราชดำเนิน คูขวาง และเฉลิมพระเกียรติ (ข้อมูลเสริม https://www.thaipbs.or.th/news/content/259754) 2) ระบบระบายน้ำในเมืองไร้ประสิทธิภาพ : คูคลองตื้นเขิน ท่อระบายน้ำเล็ก อุดตัน ไม่มีกาคปรับปรุงมาช้านาน 3) แหล่งกักเก็บน้ำ ที่พักน้ำ มีน้อย : บึง หนอง นา ห้วย ถูกถม เพื่อสร้างอาคารบ้านเรือน ห้างสรรพสินค้า ฯ 4) มีการรุกล้ำลำคลองที่รองรับน้ำสาธารณะ 5)
ไม่มีการชะลอน้ำที่ต้นน้ำ และกลางน้ำ : มีการตัดไม้บนภูเขา ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ขาดไม้ใหญ่หรือป่าซับน้ำ ทำให้น้ำไหลบ่าเร็ว 6) การทำงานของกรมชลประทานไร้ประสิทธิภาพ เช่น ประตูระบายน้ำไร้ประสิทธิภาพ การควบคุมระบายน้ำหละหลวมบกพร่อง ประตูระบายน้ำแคบ บางจุดทิ้งร้างเสียหายไม่มีการซ่อมแซม ฯ
กรณีโครงการคลองผันน้ำจังหวัดนครศรีธรรมราชดังกล่าว เป็นตัวอย่างถึงการตัดสินใจดำเนินโครงการแก้ปัญหาน้ำอย่างไม่รอบคอบ ยังมีรายละเอียดให้พูดถึงอีกหลายประการ เช่น การเพิ่มงบประมาณจาก 3,000 กว่าล้านบาทเมื่อปี 2554-2555 เป็นเกือบหมื่นล้าน (9,580 ล้านบาท) ในปี 2560 มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
ต้องการใช้ชื่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีพระราชดำริมาตั้งแต่ปี 2531 (ห่างกันเกือบ 30 ปี) เพื่อผลักดันโครงการใช่หรือไม่ การออก พรก.เวนคืน ในวันสุดท้าย ก่อนมีรัฐบาลประยุทธ์ 1 ผิดข้อตกลงที่ทำไว้กับประชาชนเครือข่ายดินน้ำป่านครศรีธรรมราช-พัทลุง ว่าจะร่วมกันศึกษาก่อน เป็นต้น
ปัญหาอุทกภัยในภาคเหนือครั้งนี้สาหัส ก่อนที่จะทำอะไรควรศึกษาอย่างรอบคอบ และคำนึงถึงการแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ โปร่งใส มีมาตรฐานทางวิชาการ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ที่สำคัญไม่ควรทำเพราะหวังผลประโยชน์จากงบประมาณ (รวมถึงการหวังขายไม้สักหากสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น) การที่รัฐจะตัดสินใจดำเนินโครงการใดก็ตามควรคำนึงถึงความยั่งยืนและผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่อาศัยสถานการณ์มาสร้างเขื่อน