วงเสวนา แนะ รัฐไทย เตรียมรับมือโลกใหม่ยุคเมกะเทรนด์ “จินนี่ ยศสุดา” ชี้ SMEs ไทยต้องปรับตัวหลายมิติ – AI รากฐานสำคัญขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต

วันที่ 20 ธ.ค. 2567 ที่รัฐสภา มีการจัดเวทีเสวนาวิชาการ หัวข้อ SMEs ไทยจะรับมืออย่างไรกับ Megatrend โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญ และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมอภิปราย

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพย์โซลูชั่น จำกัด กล่าวถึงการปรับตัวของ SMEs ในยุคดิจิทัล โดยแสดงความกังวลต่อการเข้ามาตีตลาดของทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ จึงอยากเห็นเจ้าหน้าที่ทำงานเชิงรุกมากขึ้น เมื่อเจอสินค้าที่เข้าข่ายผิดกฎหมายต้องติดตามไปให้ถึงต้นตอ

ส่วนผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมการรับมือการบุกเข้ามาของทุนต่างชาติ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยนำเทคโนโลยี AI เข้าไปใช้ประโยชน์ช่วยในการค้าขาย เพิ่มศักยภาพให้องค์กร เพิ่มทักษะให้กับบุคลากรในองค์กร เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ได้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ขณะเดียวกันขอเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนนโยบายคนทำการค้าออนไลน์ เพื่อให้มีแต้มต่อสามารถแข่งขันกับทุนต่างชาติได้ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงกฎหมาย ทั้งในส่วนของกฎหมายที่เกี่ยวกับสินค้าจับต้องได้และกฎหมายที่เกี่ยวกับสินค้าดิจิทัล

ด้าน นายไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ อดีตประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวถึงการปรับตัวของ SMEs ต่อผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงในองค์กรให้มีความคล่องตัวกระฉับกระเฉง โดยใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีมาผสมผสาน ลดโครงสร้างขององค์กรให้กระชับ

พร้อมเปลี่ยนแนวคิดว่า หากจะผลิตสินค้าหรือขายสินค้าต้องมีกำไรเท่านั้น เมื่อสินค้าที่ผลิตอยู่แข่งขันสูง ต้นทุนการผลิตแข่งขันในตลาดสู้ไม่ได้ก็ต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุน ลดปัญหาเรื่อง carbon release

หากไม่สำเร็จก็ควรเลิกผลิตหาแหล่งที่ผลิตถูกกว่ามาขาย หรือปรับเปลี่ยนไปผลิตสินค้าประเภทอื่นแทน รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางการตลาด โดยใช้โลกของเทคโนโลยีและสื่อทางด้านอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย

ขณะที่ นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวถึงการสร้างความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งธุรกิจจะต้องปรับตัว เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งจัดออกเป็น 3 มิติ

มิติที่ 1 การปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกทางตรงขององค์กร (Direct Emissions) เช่น การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากองค์กร เช่น การใช้เชื้อเพลิงต่างๆ ในกระบวนการผลิต, การใช้ยานยนต์ขนส่งภายในองค์กร, การรั่วไหลของสารทำความเย็น

มิติที่ 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Indirect Emissions) เช่น การซื้อไฟฟ้า ไอน้ำ ความร้อน หรือความเย็น เพื่อนำมาใช้ภายในองค์กร หรือโรงงานอุตสาหกรรม

มิติที่ 3 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Other Indirect Emissions) เช่น การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นตามจุดต่างๆ ตลอดทั้งซัพพลายเชนที่นอกเหนือจาก 2 มิติข้างต้น อาทิ การซื้อวัตถุดิบจากผู้ผลิตต้นน้ำ ซึ่งคิดจากการได้มาซึ่งวัตถุดิบ แปรรูป และขนส่งมายังสถานที่ผลิตของเรา รวมถึงการเดินทางทางธุรกิจที่เกิดขึ้น หรือการเดินทางของพนักงานด้วย

สำหรับการประเมินดังกล่าวเป็นกลไกที่ไม่เพียงช่วยให้องค์กรมองเห็น ‘ผลกระทบต่อโลก’ ที่สร้างขึ้นผ่านปริมาณก๊าซเรือน แต่ยังเป็นเข็มทิศให้กับองค์กรในการปรับแผนกลยุทธ์ สำหรับการเปลี่ยนวิถีการทำธุรกิจของตน มองหาโซลูชั่นส์ใหม่ๆ ทั้งด้านพลังงาน กระบวนการผลิต รวมถึงจัดหาวัตถุดิบทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ด้าน นายนรุตม์ชัย บุนนาค คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคไทยสร้างไทย เห็นว่าการพักใช้กฎหมายเพื่อให้ SMEs เติบโตเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งพรรคไทยสร้างไทยได้ร่างกฎหมายเข้าสู่สภาแล้ว โดยมีหลักการ เพื่อขจัดอุปสรรคต่อการทำมาหากินให้กับพี่น้องประชาชนคนตัวเล็ก และเป็นการทลายช่องทางรีดไถหาประโยชน์คอร์รัปชั่น รวมกว่า 1,400 ฉบับ

โดยกฎหมายเกี่ยวกับ SMEs ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย กระบวนการจะเริ่มจากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 1 ฉบับ ซึ่งใช้เวลาไม่มาก เพื่อเว้นการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องการอนุมัติอนุญาต การลงโทษทั้งอาญาและปกครองออกไป 3 ถึง 5 ปี จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการปรับปรุงกฎหมายให้แล้วเสร็จ เพื่อลดจำนวนลงให้เหลือกฎหมายที่จำเป็น 100 ถึง 200 ฉบับเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ทำมาหากินได้อย่างเต็มที่

ขณะที่ น.ส.ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ผู้ดำเนินรายการ และร่วมเสวนา กล่าวสรุปการอภิปรายโดยชี้ให้เห็นว่า ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง SMEs จำเป็นต้องปรับตัวในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของเทคโนโลยี AI ซึ่งจะเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนในอุตสาหกรรมต่างๆ จะเป็นรากฐานสำคัญในการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งสามารถกำหนดผลกำไรของตลาดได้

รวมถึงการใช้ประโยชน์จากการนำดิจิทัลมาปรับใช้ก็จะช่วยสร้างประโยชน์ต่อ SMEs ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น Digital Marketing กระบวนการภายในระบบจัดซื้อ ไปจนถึง Data analytic

อีกส่วนที่น่าจับตาคือโครงสร้างประชากรไทยในอนาคต ซึ่งประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ปี 2567 ประชากรสูงวัยเพิ่มถึง 13.4 ล้านคน และอาจสูงถึง 35% ในอีกไม่เกิน 30 ปีข้างหน้า หากปล่อยให้เกิดปัญหาเช่นนี้ productivity ของประเทศก็จะวิกฤต ดังนั้น ผู้มีอำนาจควรสร้างนโยบายให้ชัดเจนขึ้นมารองรับวิกฤตนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน