ในยุคที่ ‘ปัญหาการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า’ เป็นภัยต่อสุขภาพของคนไทย โดยเฉพาะเยาวชน ดังนั้น ทุกภาคส่วนจำต้องร่วมมือกันสร้างสังคมปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า มุ่งสู่สังคมสุขภาวะ พร้อมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและปลอดภัยสำหรับคนไทยทุกคนเพื่อให้การสร้างสังคมปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ – ยั่งยืน การจัดงาน ‘เติมพลัง ปลุกความคิด สร้างสังคมปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า’ ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมด้วยมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และ ภาคีเครือข่าย จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความรู้ พร้อมขับเคลื่อนการควบคุมการบริโภคยาสูบในทุกมิติ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เผยว่า ‘สุขภาวะ’ เป็นเรื่องใกล้ตัวและมีความสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าที่ปัจจุบันลุกลามไปถึงเยาวชนมากถึงร้อยละ 20 – 25 ซึ่งมีสาเหตุจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น จำนวนร้านค้าขายบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น การขายผ่านช่องทางออนไลน์ การเผยแพร่ความเชื่อที่ผิด เช่น บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน นิโคตินไม่ใช่สารก่อมะเร็ง เป็นต้น ดังนั้น หากมีผู้นำความคิด ทั้งอินฟลูเอนเซอร์ที่น่าเชื่อถือ หรือคนในสังคม ตลอดจนเยาวชนที่อาจจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ในอนาคต มาร่วมสร้างความตระหนักและชี้นำถึงพิษภัยยาสูบ ปัญหาเหล่านี้ก็จะลดลงและหมดไป ขณะเดียวกัน สสส. และทุกภาคส่วนดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากเป็นหนึ่งสาเหตุหลักของการสูญเสียปีสุขภาวะของคนไทย มากถึง 3.5 ล้านปีต่อปี กล่าวคือ การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ยกตัวอย่างเช่น คนไทยคนหนึ่งสูบบุหรี่ และเสียชีวิตตอนอายุ 40 ปี ซึ่งปกติแล้วค่าเฉลี่ยอายุคนไทยต้องมีอายุถึง 80 ปี ดังนั้นจึงสูญเสียไป 40 ปี ดังนั้น หากจัดการที่ต้นตอได้ก็จะสามารถทำให้คนมีอายุยืนยาวได้จากโจทย์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของเวที ‘เติมพลัง ปลุกความคิด สร้างสังคมปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า’ ที่ช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ให้แก่เครือข่ายทั้งภาครัฐ – ภาคประชาสังคม มารวมตัวกันเพื่อขับเคลื่อนการควบคุมการบริโภคยาสูบอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากภาคีเครือข่ายต่างๆ ที่ทำงานมานานกว่า 10 ปี

“ทุกวันนี้ควันบุหรี่ได้เปลี่ยนให้มีความหอมที่ซ่อนยาพิษ มีเด็กหลายคนอยากรู้อยากลองสูบ จนนำไปสู่การติดบุหรี่ได้ในที่สุด แม้ว่าการสูบบุหรี่จะได้รับความสุข แต่เป็นความสุขเทียม ส่งผลให้ต้องการความสุขนั้นเพิ่มมากขึ้น จนในที่สุดก็ตกเป็นทาสของบุหรี่ และสุดท้ายสุขภาพก็ย่ำแย่ โรคต่างๆ ก็ตามมา”
“เมื่อวันหนึ่งหากเยาวชนสูบบุหรี่ร้อยละ 15 ผนวกกับบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ก็จะเพิ่มขึ้นไปร้อยละ 30 – 40 เมื่อถึงวันนั้นผู้หญิงไทยจะอายุสั้นกว่าผู้ชาย ปัจจุบันค่าอายุเฉลี่ยของผู้หญิงไทย คือ 80 ปี ส่วนผู้ชายอยู่ที่ 72 ปี”
นพ.พงศ์เทพ ย้ำว่า สสส. แสดงจุดยืนชัดเจนในการทำให้คนไทยมีอายุยืนยาว ไม่เจ็บป่วยและติดเตียงด้วยโรคที่ป้องกันได้ ยืนยันว่าบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อีกทั้งเป็นปัญหาใหญ่ ขณะเดียวกันต้องปลุกจิตสำนึกให้เด็กเยาวชนผ่านกระบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเชิงกฎหมาย การรณรงค์ให้ความรู้ การสร้างจิตใต้สำนึก พร้อมกันนี้ ยังมุ่งขยายองค์ความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงการรณรงค์เรื่องบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า โดยอาศัยพลังภาคีเครือข่ายเพื่อปลุกสังคม เรียกว่า ‘เติมพลัง ปลุกความคิด เพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า’ ที่สำคัญคือไม่หวังพึ่งภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง จึงจะทำให้ทุกคนในสังคมจะรับรู้และลุกขึ้นมาปกป้องตนเองในที่สุด

ขณะที่ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เล่าว่า จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าสถานการณ์การสูบบุหรี่ของคนไทยย้อนหลัง 30 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มดีขึ้น ทว่าปัจจุบันเกิดปัญหาจากผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใหม่ คือ ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ที่ระบาดรุนแรงในเด็ก – เยาวชนทั่วประเทศ อีกทั้งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการเสพติดนิโคตินไปตลอดชีวิต ซึ่งเป็นสารเดียวกันกับที่มีอยู่ในบุหรี่ธรรมดา แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งปราบปรามผู้ที่ลักลอบขายบุหรี่ไฟฟ้า เพราะผิดกฎหมายแต่ยังมีช่องว่างทำให้สินค้าแพร่กระจายทั้งทางตรงและออนไลน์ จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาคีเครือข่ายควบคุมการบริโภคยาสูบทุกภาคส่วน ต้องร่วมมือกันทั้งระดับนโยบายและการสื่อสารรณรงค์ที่ต่อเนื่อง รวมถึงครู ผู้ปกครอง ต้องรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญในการสื่อสาร พร้อมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนไทยจากการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า ไม่เช่นนั้นจะทำให้อัตราการสูบบุหรี่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้จำนวนคนสูบบุหรี่ที่ลดลงไปแล้วกลับเพิ่มขึ้นมาใหม่ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนไทย

ด้าน นางสาวบังอร ฤทธิภักดี เลขาธิการมูลนิธิเพื่อสังคมอาเซียนปลอดบุหรี่ (SEATCA) ทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของอุตสาหกรรมยาสูบ คือ ขยายตลาดเพื่อกำไรสูงสุด แต่กำไรเหล่านั้นล้วนอยู่บนความทุกข์ทรมานหรือความเจ็บป่วยของลูกค้า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นานาประเทศตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่ จึงกำหนดนโยบายควบคุมการบริโภคยาสูบที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม หากสามารถผนึกทั้งสามองค์ประกอบ คือ องค์ความรู้ พลังสังคมและพลังของฝ่ายนโยบาย การแก้ไขปัญหาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าจะดำเนินได้ง่ายและหมดไป ซึ่งในส่วนของพลังสังคมชี้ให้เห็นแล้วว่าจากเวทีแห่งนี้ มีพลังอย่างน้อยจาก 5 เครือข่าย แต่ว่าพลังเหล่านี้ต้องขยายไปให้กว้างมากยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงต้องขอขอบคุณ สสส. ที่ช่วยขยายพลังให้เต็มทั่วประเทศไทย และร่วมกันสร้างเยาวชนเพื่อเป็นอนาคตของประเทศชาติให้มีความเข้มแข็ง ไม่ตกเป็นเหยื่อของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอีกต่อไป