จากความพยายามในการพัฒนาวิธีคิดและเครื่องมือบ่งชี้สุขทุกข์ของสังคม หรือที่เรียกว่า ‘ดัชนีสุขภาวะทางปัญญา’ ได้นำไปสู่การจัดเวทีเสวนา ‘ดัชนีสุขภาวะทางปัญญาของสังคม : บทเรียนของการแก้ทุกข์ – สร้างสุขของชุมชน’ โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดประสบการณ์จริงของชุมชนเล็กๆ ที่ยืนหยัดเผชิญทุกข์ด้วยปัญญา ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ปัญหา ค้นหาเหตุปัจจัย ร่วมกันแสวงหาทางออก และพัฒนาตัวชี้วัดระหว่างทาง เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และการเติบโตทางปัญญา สำหรับเวทีเสวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการระดับชาติเครือข่ายความรู้ สุขภาวะทางปัญญา ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘สุขภาวะทางปัญญา’ 68 : จิตวิญญาณ การร่วมทุกข์ ความหวัง’ ภายในงาน Soul Connect Fest 2025 “Humanice” โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายกว่า 100 องค์กร
การเสวนาเริ่มต้นการบรรยายโดย รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง ผู้อำนวยการหลักสูตรกระบวนทัศน์ใหม่ มูลนิธิเสฐียรโกเศศ นาคะประทีป ซึ่งอธิบายถึง แนวคิดของสุขภาวะทางปัญญา และบทบาทของตัวบ่งชี้สุขภาวะทางปัญญาในสังคม โดยเน้นว่า ตัวบ่งชีสุขภาวะทางปัญญาเป็นภาพสะท้อนของการใช้ปัญญาในการแก้ทุกข์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและไม่สามารถแยกออกจากบริบทของสังคมได้ ดังนั้น สุขภาวะทางปัญญาจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงสภาวะจิตที่สมบูรณ์แบบหรืออุดมคติ แต่ควรเข้าใจว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ เติบโต และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

รศ.ดร.ลือชัย ยังเน้นย้ำถึงเป้าหมายของการสร้างตัวชี้วัดสุขภาวะทางปัญญา โดยเตือนว่าต้องระมัดระวังไม่ให้ติดอยู่ใน ‘กับดักเดิม’ ที่มองสุขภาวะเป็นเพียงกลไกเชิงตัวเลขหรือรูปแบบที่ตายตัว ซึ่งอาจทำให้มองข้ามความซับซ้อนและความเป็นองค์รวมของสุขภาพ ดังนั้น การพัฒนาตัวบ่งชี้สุขภาวะทางปัญญาจึงควรมุ่งเน้นที่แก่นแท้และสาระของกระบวนการ มากกว่ารูปแบบที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ในมุมของการพัฒนาในระดับชุมชน ศิวโรฒ จิตนิยม ประธาน อสม. และธนาคารความดี ต.หนองสาหร่าย อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ได้มาแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับแนวทางการใช้ ‘ความดี’ เป็นเครื่องมือพัฒนาชุมชน โดยเขาเล่าว่า ต.หนองสาหร่าย ถือเป็นชุมชนเกษตรกรรม แต่ต้องเผชิญกับปัญหาขาดสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้เจ็บป่วย รวมถึงปัญหาหนี้สินที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเกิดแนวคิดในการจัดตั้ง ‘กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลหนองสาหร่าย’ โดยการบูรณาการกองทุนที่มีอยู่แล้วในชุมชน อาทิ กลุ่มออมทรัพย์ กองทุนหมู่บ้าน สถาบันการเงินชุมชน และวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้สามารถจัดสวัสดิการได้อย่างครอบคลุม

นอกจากนี้ อบต.หนองสาหร่าย ยังให้การสนับสนุนงบประมาณเข้ากองทุน ปีละ 100,000 บาท พร้อมเปิดโอกาสให้สมาชิกสมทบเงินออมเป็นรายปี (ยกเว้นผู้พิการหรือผู้ด้อยโอกาส) จากความร่วมมือระหว่างกองทุนสวัสดิการฯ สถาบันการเงินชุมชน และธนาคารความดี ทำให้ชุมชนสามารถบรรลุเป้าหมาย ‘ชุมชนอยู่เย็น เป็นสุข’ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงแต่ช่วยปลดหนี้นอกระบบ แต่ยังสร้างระบบสวัสดิการที่มั่นคง ตั้งแต่เกิดจนตาย อีกหนึ่งบุคคลสำคัญในการพัฒนาชุมชนคือ โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองกลางดง อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของการพัฒนาทั้งชีวิตและชุมชน โดยเขาอธิบายว่า แนวคิด ‘ชุมชนเป็นฐาน’ เป็นแนวทางที่ยึดหลักการมีส่วนร่วมของทุกคน เพราะไม่มีใครที่เก่งหรือรู้ทุกเรื่องเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการร่วมคิด ร่วมทำ จนนำไปสู่การจัดตั้ง ‘สภาผู้นำ’ ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ภายในสภาผู้นำนี้ ชาวบ้านจะมาประชุมกันทุกเดือน เพื่อระดมความเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน เมื่อสามารถระบุปัญหาได้ ก็จะร่วมกันกำหนดแนวทางแก้ไขและกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ หากที่ประชุมเห็นพ้องต้องกัน ชุมชนก็จะเดินหน้าปฏิบัติตาม ซึ่งกระบวนการนี้สะท้อนให้เห็นถึง ‘ระบอบประชาธิปไตยทางตรง’ ที่เกิดจากการใช้ปัญญารวมหมู่

“คนในชุมชนแต่ละคนล้วนมีความเชี่ยวชาญและความสามารถในด้านที่แตกต่างกัน หากสามารถนำความรู้และประสบการณ์เหล่านั้นมาผสานกัน พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนร่วมกัน จะช่วยทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพัฒนาอย่างยั่งยืน” โชคชัย กล่าวทิ้งท้าย