มีรายงานผลสำรวจของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนึ่ง พบว่าเยาวชนอายุ 15 ปีขึ้นไปจำนวน 163,359 คน สูบบุหรี่ไฟฟ้าถึง 1,884 คนหลายคนอาจจะไม่แปลกใจกับตัวเลขดังกล่าว เพราะบุหรี่ไฟฟ้ากำลังระบาดอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นอย่างหนัก แต่ที่ชวนให้น่าตระหนักคือ พบผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของปอด (EVALI) ด้วยอาการปอดอักเสบรุนแรงที่เกิดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่ประถม 4 ชัดเจนว่า ต่อจากนี้อาจจะมีโอกาสได้พบเด็กและเยาวชนมีพอดในมือที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ ตามกลยุทธ์ของผู้ผลิตที่หลอกล่อด้วยการออกแบบทอยพอดทรงการ์ตูน เลียนแบบของเล่นกล่องนมและกล่องขนมต่างๆ หน่วยงานสร้างสรรค์สังคมไทยอย่าง “มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่” และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงดำเนินโครงการสร้างค่านิยมที่ไม่สูบบุหรี่ในบ้านเพื่อปกป้องเด็กแรกเกิดจนถึง 7 ขวบ ไม่ให้รับควันบุหรี่ในบ้าน จับมือภาคีเครือข่ายครูศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ผ่านสื่อรณรงค์กล่องออมสินสำหรับเด็ก

ค่าบุหรี่ของพ่อ หนูขอเป็นค่าขนม” เพื่อชักชวนพ่อแม่ที่ยังไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ ให้หันมาตระหนักถึงความสำคัญของการทำบ้านให้ปลอดจากควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมกับจัดเวที “ร่วมปกป้องเด็กเล็กจากควันบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า” ณ โรงแรมเบส เวสเทิร์น จตุจักร เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 เชิญกุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ ผู้แทนจากสำนักอนามัยและศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในสังกัด กทม. กับผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมนิทานสำหรับเด็ก มาตอกย้ำถึงมหันตภัยควันมือสองและมือสาม และการใช้นิทานปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้กับหนูน้อย

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ แจ้งถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ฯ “ค่าบุหรี่ของพ่อ หนูขอเป็นค่าขนม” ว่า จากข้อมูลการสำรวจการสูบบุหรี่ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป พบว่ามีค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับบุหรี่ไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเดือนสูงถึง 718 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ของคนที่จนที่สุดมีรายได้ต่อเดือนแค่ 1,043 บาทเท่านั้น จึงต้องการสื่อสารให้พ่อหรือแม่ที่เป็นนักสูบได้เห็นว่า สูญเสียเงินเท่าไรไปกับบุหรี่ ด้วยการนำเงินจำนวนเท่ากับที่ซื้อบุหรี่ในแต่ละวันมาใส่ในกระปุกออมสิน

อย่างไรก็ตาม การไม่สูบบุหรี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งตัวคนสูบและคนที่ได้รับควันมือสองและมือสาม ที่สำคัญคือพ่อแม่นักสูบจะกลายเป็นต้นแบบชักนำลูกให้สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า มีหลักฐานจากงานวิชาการว่า ดีที่สุดหากเลิกได้ก่อนลูกอายุ 7 ขวบ และสำหรับคนที่เลิกไม่ได้ แนะนำว่าจะต้องไม่สูบในบ้านกับในรถ ไม่สูบให้ลูกเห็นหรือเวลาที่มีลูกอยู่ด้วย แต่ถ้าหากลดละการสูบได้ ก็หมายถึงใกล้จะเลิกบุหรี่ได้แล้ว”

อีกหนึ่งกระบอกเสียงจากคุณพ่อตัวอย่าง คุณอุทัย จิรปัญญากุล ย้ำว่า เพราะเด็กไม่รู้จักพิษภัยของบุหรี่ สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำคือ พยายามอย่าให้ลูกเข้าไปข้องเกี่ยวกับบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า สำหรับตัวเองก็เคยสูบบุหรี่มาก่อน อยากเลิกหลายครั้งก็ทำไม่ได้ กระทั่งภรรยาตั้งครรภ์ ทำให้มีความคิดว่า อยากให้ลูกที่กำลังจะเกิดมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด ทำให้มีกำลังใจเข้มแข็งจนสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้เป็นผลสำเร็จ

ฝากถึงพ่อแม่ผู้ปกครองท่านอื่นๆ ที่ยังไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ ขอให้พยายามลดละให้น้อยลง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเอง จิตใจของเราเป็นสิ่งสำคัญ แล้วจะเลิกสูบบุหรี่ได้ในที่สุด”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน