เมื่อพูดถึงแรงงานข้ามชาติในสายตาคนบางกลุ่มอาจมีมมุมองและมีทัศนคติที่ต่างออกไป บ้างมองถึงการแข่งขันกับแรงงานไทย บ้างก็มองถึงการเป็นภาระต่อสังคมและระบบสวัสดิการ แต่หากมองให้ลึกและรอบด้านจะพบว่าแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเวียดนาม คือ “แรงงานคุณภาพ” ที่เข้ามาเติมเต็มตลาดแรงงานไทยในหลายภาคส่วน ทั้งภาคการผลิต ธุรกิจบริการ ร้านค้าปลีก ไปจนถึงการดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในภาค SME ที่ต้องพึ่งพากำลังแรงงานเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

แรงงานข้ามชาติกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจฐานราก แต่ยังเป็นฟันเฟืองที่ช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว หากขาดแรงงานกลุ่มนี้เพียงชั่วขณะหนึ่ง ธุรกิจจำนวนไม่น้อยอาจหยุดชะงัก โดยเฉพาะจากสถานการณ์ใบอนุญาตทำงานจำนวนมากที่หมดอายุในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หากไม่มีมาตรการรองรับทันเวลา ก็อาจนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการจ้างงานผิดกฎหมายในวงกว้าง

ในฐานะหน่วยงานหลักด้านแรงงานของประเทศ กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน มีภารกิจสำคัญในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งเพื่อรักษาเสถียรภาพแรงงานในประเทศ และป้องกันปัญหาการจ้างงานผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ที่แรงงานข้ามชาติยังคงมีบทบาทเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ดังนั้น การขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกผ่านมาตรการผ่อนผันในครั้งนี้ จึงสะท้อนเจตนารมณ์ของภาครัฐในการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลแรงงานกับการรักษาความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจในภาพรวม

รัฐบาลเดินเกมแรงงานรอบด้าน: ผ่อนผันเพื่อความมั่นคงทั้งระบบ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลมองเห็นความสำคัญของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศ CLMV คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในหลากหลายมิติ โดยต้องไม่ปล่อยให้แรงงานเหล่านี้หลุดจากระบบโดยไม่จำเป็น ซึ่งตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ให้ผ่อนผันแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาวและเวียดนาม ที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุ ได้อยู่และทำงานต่อในราชอาณาจักรไปจนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 นั้นไม่ใช่แค่เพื่อประโยชน์ของแรงงาน แต่เป็น “การรักษาเสถียรภาพแรงงานของทั้งระบบ” เพราะหากแรงงานเหล่านี้หลุดออกจากระบบ จะเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งในมิติของนายจ้าง เศรษฐกิจฐานราก ไปจนถึงความมั่นคงของธุรกิจขนาดเล็ก
โดยมติ ครม. ครั้งนี้ยังรวมถึงการผ่อนผันแรงงานสัญชาติกัมพูชาและเมียนมาอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งนายจ้างได้ยื่นรายชื่อไว้ก่อนวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 โดยสามารถอยู่ต่อและทำงาน รวมทั้งดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานได้ถึง 13 สิงหาคม 2568 โดยเมื่อดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานจะได้รับอนุญาตให้ทำงานได้ถึงปี 2570 และขยายได้อีก 2 ปี กล่าวคือ รัฐไม่เพียงหวัง “เก็บแรงงานไว้ในระบบ” เท่านั้น แต่ยังวางแผนให้แรงงานกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้สามารถอยู่และทำงานในไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงช่วยยกระดับมาตรฐานแรงงานของประเทศในระยะยาว

ดึงแรงงานคุณภาพให้คงอยู่ระบบ เสริมความมั่นคงตลาดแรงงานไทย
นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน มาตรการครั้งนี้ไม่ใช่แค่โอกาสของแรงงานข้ามชาติ แต่ยังเป็นโอกาสของระบบแรงงานไทยในการดึงแรงงานคุณภาพกลับเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง โปร่งใส พร้อมทั้งช่วยให้แรงงานข้ามชาติสามารถทำงานหารายได้เลี้ยงชีพได้โดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วยังเป็นหลักประกันว่าแรงงานเหล่านี้สามารถเข้าถึงสิทธิและความคุ้มครองทางกฎหมายอีกด้วย โดยนายจ้างและแรงงานสัญชาติลาวและเวียดนามสามารถดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานตาม 5 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้:
- นายจ้างยื่นบัญชีรายชื่อ ผ่านเว็บไซต์ workpermit2024.doe.go.th
- แรงงานตรวจโรคต้องห้าม และทำประกันสุขภาพ หรือขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน
- ยื่นคำขออนุญาตทำงานแทนแรงงาน (บต.33) พร้อมค่าธรรมเนียม 1,000 บาท
- แรงงานไปขอวีซ่าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมหนังสือเดินทางและเอกสารจากกรมการจัดหางาน
- นายจ้างนำเอกสารวีซ่ากลับมายื่นอีกครั้ง ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดและสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 ซึ่งจะได้รับอนุญาตให้ทำงานได้ถึง 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดยในขณะที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตทำงานให้ใช้ทะเบียนใบอนุญาตทำงานเป็นหลักฐานแทนใบอนุญาตทำงานไปพลางก่อน

“กรมการจัดหางานขอความร่วมมือให้นายจ้างและผู้ประกอบการเร่งดำเนินการขออนุญาตต่ออายุทำงานแรงงานกลุ่มลาวและเวียดนามภายใน 13 พฤษภาคม 2568 นี้ พร้อมเน้นย้ำว่าอย่ามองว่าการดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวเป็นภาระ แต่คือโอกาสในการรักษาทั้งแรงงาน และเสถียรภาพของธุรกิจคุณให้ดำเนินการต่อไปได้แบบไม่สะดุด โดยหากนายจ้างและลูกจ้างยิ่งดำเนินการเร็ว แรงงานก็อยู่ในระบบเร็ว และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” นายสมชาย กล่าวทิ้งท้าย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด ทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 – 10 สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือ สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 (ตลอด 24 ชั่วโมง)