ในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2025 ที่ผ่านมา “ธนิศร์ เจียรวนนท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจ แม็คโคร ประเทศไทย และประธานคณะผู้บริหารกลุ่มสายงานการพาณิชย์สินค้า บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก “แม็คโคร-โลตัส” ได้ให้พูดถึงถึงวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ของแม็คโครในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านอาหาร การยกระดับสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเองเพื่อตอบรับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ และการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ก้าวสู่ผู้นำด้านอาหาร
ธนิศร์ให้ความเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ผู้บริโภคในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาว่า การมาจับจ่ายหรือช้อปปิ้ง ผู้บริโภคต้องการประสบการณ์ที่ดีขึ้น แม็คโครจึงมีการปรับปรุงเพื่อมอบประสบการณ์สนุกขึ้น รวมถึงความสะดวกสบายซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ส่งผลให้เทรนด์ของสินค้า “พร้อมทานพร้อมปรุง” (RTE/RTC) เติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มสินค้าแช่แข็ง แต่ยังขยายไปสู่สินค้าแห้ง (Dry Food) อีกด้วย
“ในสภาวะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับเศรษฐกิจถดถอย ผู้บริโภคยุคใหม่จึงให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า สินค้าที่ตอบโจทย์นี้จึงเป็นเทรนด์ระดับโลก มีการเลือกซื้อ Ready Meal หรือสินค้าที่สามารถกลับไปทำอาหารที่บ้านได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น แทนการรับประทานอาหารนอกบ้านเหมือนในอดีต”
ธนิศร์ยังชี้ให้เห็นถึงการปรับตัวสู่ช่องทางออนไลน์อย่างรวดเร็วของผู้บริโภค เมื่อเทียบกับกลุ่มอาเซียน ผู้บริโภคไทยมีการ Shift to Online เร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และเป็น Omni Channel ซื้อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แล้วเทรนด์นี้ไม่ใช่เพียงผู้บริโภค แต่ผู้ประกอบการก็มีการ behavior แบบนี้เหมือนกัน
สำหรับไฮไลต์ของบูธแม็คโครในงาน THAIFEX ปีนี้ แม็คโคร ต้องการ Position ตัวเองเป็น “Food Leader” หรือเป็นผู้นำด้านอาหารอย่างแท้จริง โดยมีการนำเสนอสินค้าหลากหลายทั้งอาหารสด อาหารแห้ง และเน้นสินค้ากลุ่ม Ready-to-Eat (RTE) และ Ready-to-Cook (RTC) มากขึ้น เพื่อตอกย้ำว่าแม็คโครคือ “Destination ของอาหาร”

และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ “Chef’s Club by Makro” คอมมูนิตี้สำหรับเชฟและผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยมีจุดเด่นการตั้ง Chef Panel ที่มีส่วนร่วมในการคัดเลือกสินค้าเกือบทุกรายการ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่ม HoReCa อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ แม็คโครยังจำหน่าย Exclusive Brands ชั้นนำระดับโลก อาทิ Barilla พาสต้าอันดับ 1 จากอิตาลี, Carbonell น้ำมันมะกอกอันดับ 1 ของสเปน และ Haday แบรนด์ซอสปรุงรสอันดับ 1 จากจีน เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงวัตถุดิบและสินค้าคุณภาพ

ในด้านช่องทางออนไลน์ แม็คโครยังคงเดินหน้าโปรโมท Makro PRO ซึ่งในปี 2024 ได้รับการยืนยันจาก Euromonitor ว่าเป็น Grocery E-commerce Platform อันดับ 1 ของไทย แสดงถึงการเป็นธุรกิจที่เป็นทั้ง Food Destination เข้าใจ HoReCa และเป็น Omni Channel อย่างแท้จริง
ยกระดับ ‘Own Brand’ รับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่
นอกเหนือจาก Exclusive Brand แล้ว แม็คโครยังให้ความสำคัญกับการ Co-Brand กับแบรนด์ชั้นนำของไทยและภูมิภาค ภายใต้แบรนด์ aro เช่น ยามาโมริ หรือ ปุ้มปุ้ย ธนิศร์ย้ำว่า aro เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่สังคมไทยมานานกว่า 36 ปี การ Co-Branding จึงเป็นการยกระดับ aro ให้เป็น Own Brand ของคนไทยที่เข้าใจ อาหารไทยอย่างลึกซึ้ง และมีแผนผลักดันการส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยปัจจุบันมีการส่งออกเกือบ 10 ประเทศ และจะเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้
สำหรับแนวทางการพัฒนาสินค้า Own Brand ของแม็คโคร มี 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ ความเข้าใจลูกค้า ต้องเข้าใจทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่ต่อไปจะเป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ แม็คโครจึงพยายามเรียนรู้และทำความเข้าใจจิตวิทยาของคนกลุ่มนี้ เพื่อให้แบรนด์มีความ “Young” และทันสมัยขึ้น
ความคุ้มค่า ในสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย แม็คโครเน้นการนำเสนอสินค้าที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง อาจจะด้วยแพ็คไซส์ที่ใหญ่ขึ้น หรือเป็น Multipack เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าเมื่อซื้อไป
ความสะดวก ด้วยสินค้าพร้อมปรุงและพร้อมทาน ทั้งแบบแช่แข็งและแห้งจะมีให้เห็นมากขึ้น โดยจะมีการจับมือกับเชฟเพิ่มขึ้น อาจมีสินค้า aro ในกลุ่ม Frozen ที่ร่วมมือกับเชฟชื่อดัง เพื่อช่วยผู้ประกอบการและผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัวและการบริโภคในประเทศที่ลดลง
ธนิศร์เผยถึงแผนการร่วมฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจด้วยการจับมือกับเชฟต่างๆ แล้วจำหน่ายสินค้าพร้อมปรุงพร้อมทานในแม็คโครเยอะขึ้นในราคาที่คุ้มค่า ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ ให้กับร้านอาหารหรือเชฟที่ยอดขายหายไป เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารและกลุ่ม HoReCa
“นอกจากนี้ แบรนด์ของแม็คโครจะมีความสนุกและทันสมัยมากขึ้น รวมถึงเน้นเรื่องรสชาติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญตามนโยบายของ คุณธนินทร์ เจียรวนนท์ ที่ย้ำว่าต้องเป็นสินค้าที่อร่อยและตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง”
สำหรับผลิตภัณฑ์ Exclusive Brand ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงนี้ ธนิศร์ยกตัวอย่างไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟจากนมโคคุณภาพสูงของ CP Meiji ซึ่งมียอดจำหน่ายกว่า 2 ล้านโคนแล้วตั้งแต่ต้นปี และไก่อบ ที่ขายดีมาก โดยบางสาขาสามารถจำหน่ายได้ถึงวันละ 800 ตัว ความสำเร็จนี้มาจากการหมุนเวียนผลิตภัณฑ์ใหม่และรสชาติใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับพฤติกรรมลูกค้าคนไทยที่ต้องการความแปลกใหม่อยู่เสมอ โดยแม็คโครมีแผนพัฒนารสชาติไอศกรีม Soft Serve ให้หลากหลายมากขึ้น รวมถึงการจับมือกับแบรนด์ชั้นนำเพื่อทำโคนรสชาติพิเศษอีกด้วย
สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ซีอีโอ แม็คโคร ประเทศไทย ย้ำว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน แม็คโคร จึงได้จับมือกับซัพพลายเออร์และพันธมิตรหลายราย เพื่อขยายแนวคิด “Circular Economy”
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือการจับมือกับคาโอ ประเทศไทย ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน แม้ราคาจะสูงขึ้นเล็กน้อย แต่สามารถช่วยลดการใช้ทรัพยากรได้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการผลักดันสินค้าเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน โดยสรุปคือแม็คโครให้ความสำคัญกับตั้งแต่ต้นน้ำ (การวิจัยและพัฒนา) จนถึงปลายน้ำ (ผู้บริโภค)

aro แตกต่างด้วยสี สะท้อนกลยุทธ์ใหม่
สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับความแตกต่างของสีในสินค้าแบรนด์ aro ธนิศร์อธิบายว่า aro สีทองเป็นสินค้าพรีเมียมในราคาคุ้มค่า ส่วนความแตกต่างระหว่าง aro สีแดง กับ aro สีน้ำเงิน มาจากการสำรวจและศึกษาพฤติกรรมลูกค้า พบว่า สีน้ำเงิน (Blue) เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย แปลกใหม่ และความภักดีต่อแบรนด์ (Loyalty) ที่แสดงให้เห็นว่า aro เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมา 36 ปี เท่ากับอายุของแม็คโคร และจะอยู่เคียงข้างคนไทยอีกต่อไป

จากผู้นำค้าส่งสู่ศูนย์กลางอาหารแห่งเอเชีย
การดำเนินธูรกิจของแม็คโครในปี 2025 ภายใต้การนำของ “ธนิศร์ เจียรวนนท์” เป็นการทรานส์ฟอร์มธุรกิจแบบรอบด้าน ทั้งในมิติของการตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ การสร้างคุณค่าให้สินค้า Own Brand และ Exclusive Brand รวมถึงการขับเคลื่อนความยั่งยืนและการเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทย
แม็คโครจึงไม่ได้เป็นเพียงแหล่งจำหน่ายสินค้าอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ผู้นำด้านอาหาร” ที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ ประสบการณ์ และคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง