พลิกทางรอด SME ฟื้นเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อส่งเสริมศักยภาพทางธุรกิจของชุมชนอย่างเป็นระบบ

ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ซบเซาต่อเนื่องจากผลกระทบของโควิด-19 เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนทางการเมือง SME ไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับภาวะยากลำบาก ทั้งในแง่ยอดขาย ต้นทุน และการแข่งขัน

แต่ในวิกฤตครั้งนี้ก็ได้จุดประกายแนวคิดใหม่ที่กำลังเป็นทางรอดสำคัญของผู้ประกอบการรายย่อย นั่นคือการ รวมกลุ่มแบบ “คลัสเตอร์” (Cluster Model) นักวิจัยชี้การจัดการความร่วมมือรูปแบบใหม่ เป็นจุดเปลี่ยนให้ SMEs ไทย ก้าวข้ามปัญหา พร้อมเติบโตและขยายฐานการปลูก การผลิต และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆครอบคลุมทุกมิติ

นายสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และหัวหน้าโครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม(Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการกองทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ และวิจัยนวตกรรม (อว.) กล่าวว่า โครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เป็นการดำเนินงานวิจัยโดยการพัฒนากลไกในพื้นที่

ประกอบด้วย มหาวิทยาลัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ และล้ง ที่อยู่ในพื้นที่ สู่การเชื่อมโยงกับภาคส่วนธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยดำเนินการศึกษาวิจัย ควบคู่กับการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนา SIE และพัฒนา Cluster สินค้าจำนวน 6 ประเภท

ประกอบด้วย มะระขี้นก ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหม่อนไหม อาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาล อาหารทะเล ผลไม้ และกาแฟ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้ดำเนินการสนับสนุนโครงการ

“สร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก” เพื่อส่งเสริมศักยภาพทางธุรกิจของชุมชนอย่างเป็นระบบ จากการดำเนินงานในระยะเวลาที่ผ่านมา พลังของคลัสเตอร์จะช่วยให้ SME ไม่ต้องสู้เพียงลำพังอีกต่อไป แต่สามารถ รวมพลังกันทั้งในมิติการผลิต การตลาด การจัดซื้อ และการใช้เทคโนโลยี

ร่วมกันในรูปแบบเครือข่าย ทำให้ต้นทุนลดลง กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น และมีอำนาจต่อรองในตลาดมากขึ้น ทั้งยังเปิดโอกาสในการสร้างแบรนด์ร่วมและการส่งออกที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และภาคีเอกชน ซึ่งปัจจุบัน หลายพื้นที่ในประเทศไทยได้เริ่มต้นใช้โมเดลคลัสเตอร์กับสินค้าเด่นประจำถิ่น

เช่น คลัสเตอร์ผ้าทอ, สมุนไพร, ผลิตภัณฑ์อาหาร GI, และงานหัตถกรรม ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หากมีการจัดการที่ดีและมีผู้นำเครือข่ายเข้มแข็ง SME ก็สามารถฟื้นตัวได้เร็ว และกลายเป็นกำลังสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและประเทศ

นายสมประสงค์กล่าวสรุปว่า เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงภาคธุรกิจหลักในผลิตภัณฑ์ตามคลัสเตอร์ เข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับการดำเนินงาน ทั้งด้านการตลาดและเทคโนโลยี การจัดทำแผนสำรองในการสร้างผลผลิตให้เพียงพอและสม่ำเสมอ โดยขับเคลื่อนเชิงนโยบายด้วยการเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐที่มีศักยภาพ

ความร่วมมือนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เชื่อมโยงกับตลาดสมัยใหม่ ผ่านช่องทางจำหน่ายที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบออฟไลน์ เช่น การร่วมออกงานแสดงสินค้า การวางจำหน่ายในร้านค้าสมัยใหม่ และการสร้างเครือข่ายผู้ซื้อในแต่ละพื้นที่

ตลอดจนการประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน