เมื่อบทกวี บทสนทนา และเรื่องเล่าของวรรณกรรมไทยกำลังก้าวข้ามพรมแดนภาษา! โครงการ “พัฒนาทักษะนักแปลเผยแพร่วรรณกรรมไทยสู่สากล” ที่เพิ่งปิดฉากลงในเดือนมิถุนายน 2568 ได้จุดประกายให้กับอุตสาหกรรมหนังสือไทยในเวทีโลก ผ่านการอบรมเข้มข้นจากนักแปล บรรณาธิการ และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของประเทศ

โครงการนี้เป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park), สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย, และ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) โดยมีเป้าหมายหลักคือการส่งเสริมการส่งออกวรรณกรรมไทยสู่สากลอย่างเป็นระบบ ตลอดระยะเวลาการอบรมทุกวันเสาร์ ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม ถึง 21 มิถุนายน 2568 แต่ละครั้งมีนักแปลและผู้สนใจกว่า 50 คน ได้รับถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้มีประสบการณ์จริง เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการแปลวรรณกรรมไทยให้เข้าถึงหัวใจของผู้อ่านต่างชาติ

จากพื้นฐานสู่การตีความวัฒนธรรม – เสริมแกร่งนักแปลไทยรุ่นใหม่
เริ่มต้นที่ อาจารย์กฤตยา อกนิษฐ์ นักแปลอิสระผู้มีประสบการณ์แปลภาพยนตร์ “โหมโรง” และการ์ตูน “สุดสาคร” ที่เน้นย้ำว่า “นักแปลวรรณกรรมต้องเป็นทั้งนักอ่านที่เข้าใจลึก และนักเขียนที่เขียนได้ถึง” เธอได้เปิดคลาสฝึกแปลอย่างเข้มข้น สอนให้เข้าใจว่า การแปลวรรณกรรมไม่ใช่แค่การถอดรหัสคำ แต่คือการพาอารมณ์ น้ำเสียง และวัฒนธรรมของต้นฉบับเดินทางข้ามภาษาอย่างสมศิลป์ ต่อด้วยการอบรมเรื่อง “เครื่องมือและทรัพยากรช่วยในการแปล” โดย คุณปกรณ์ กฤษประจันต์ นายกสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย ที่เปิดมุมมองใหม่ให้กับนักแปลในยุคดิจิทัลว่า

“AI ไม่ใช่ศัตรูของนักแปล หากใช้ให้เป็น มันคือผู้ช่วยที่ทรงพลัง…แต่ต้องไม่ลืมว่า ‘หัวใจของการแปล’ ยังอยู่ที่มนุษย์”

เข้าใจวรรณกรรมไทย ก่อนจะแปลให้โลกเข้าใจ
ดร.รังสิมา นิลรัตน์ คณาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พาผู้เข้าอบรมดำดิ่งสู่ “ชั้นลึก” ของวรรณกรรมไทย เพื่อค้นหาประเด็นที่ควรตีความอย่างระมัดระวัง เช่น สำนวนพื้นบ้าน การเสียดสีทางการเมือง หรืออารมณ์แบบไทยๆ ที่ยากจะสื่อสารโดยตรงในภาษาอังกฤษ

“วรรณกรรมไทยมีรหัสซ่อนอยู่มากมาย นักแปลต้องตีความให้ได้ แล้วถ่ายทอดให้โลกรู้สึกได้โดยไม่ต้องรู้บริบทเดิม”

การแปลคือศิลปะของการเป็นคนอื่นอย่างแนบเนียน
ในการบรรยายหัวข้อ “เทคนิคการแปลจากไทยเป็นอังกฤษ” คุณก้อง ฤทธิ์ดี รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ และผู้แปล ‘ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต’ และ ‘พุทธศักราชอัศดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ’ ผลงานรางวัลซีไรต์ของคุณวีรพร นิติประภา เป็นภาษาอังกฤษ ได้แบ่งปันประสบการณ์ล้ำค่ากว่า 20 ปี โดยชี้ให้เห็นความซับซ้อนของการแปลที่ไม่ใช่เพียงการเข้าใจภาษา แต่ต้อง “เข้าใจเสียง” ของผู้เขียน

“เราต้องใช้ชีวิตกับภาษาอังกฤษเหมือนมันคือผิวหนังชั้นที่สองของเรา แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องซื่อสัตย์กับน้ำเสียงของต้นฉบับ เพราะวรรณกรรมที่ดี คือน้ำเสียงของจิตวิญญาณผู้เขียน ไม่ใช่เพียงคำสวย ๆ”

เขายังย้ำถึงบทบาทของนักแปลว่าเป็น “ผู้แสดง” ที่ต้องสวมบทบาทของทั้งผู้เขียนและผู้อ่านปลายทาง

“การแปลคือการ ‘แสดงออก’ ด้วยคำพูด เพื่อให้ผู้อ่านต่างวัฒนธรรมสัมผัสอารมณ์เดิมได้”

โครงสร้างภาษาอังกฤษคือเครื่องมือ ความเข้าใจภาษาคืออาวุธ
ผศ.ดร.อรองค์ ชาคร บรรณาธิการหนังสือแปลมืออาชีพ ชวนนักแปลมาทบทวนความรู้ด้านโครงสร้างภาษาอังกฤษ สิ่งที่สำคัญกว่าความเข้าใจเรื่อง Tenses หรือไวยากรณ์ยิบย่อย นักแปลต้องถ่ายทอดประโยคที่โครงสร้างถูกต้อง เพื่อการแปลที่สละสลวย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความเข้าใจในรายละเอียดของภาษา เมื่อนักเขียนใช้ลูกเล่นแพรวพราว ลูกเล่นทางภาษาซับซ้อน นักแปลควรจะถ่ายทอดออกไปอย่างไร ให้เก็บใจความได้ครบถ้วน และไม่เสีย ‘น้ำเสียง’ และ ‘สุนทรียภาพ’

เวทีเสวนาปิดท้าย: จากนักเขียนถึงนักแปล วรรณกรรมไทยจะไปไกลได้อย่างไร
ในวันที่ 21 มิถุนายน วันสุดท้ายของโครงการฯ จัดเสวนาต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยช่วงเช้าเปิดประเด็นในหัวข้อ “การเผยแพร่วรรณกรรมไทยไปสู่สากล” โดย คุณกิตติศักดิ์ คงคา นักเขียนและบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ 13357, คุณอนุรักษ์ กิจไพบูลทวี นักแปลอิสระ , และ คุณณัฐกร วุฒิชัยพรกุล กรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์เวิร์ดวันเดอร์ ได้ร่วมสะท้อนความท้าทายในการสร้างตลาดจริงให้กับงานแปลไทย โดยชี้ว่า “ระบบนิเวศของการแปลต้องเชื่อมโยงทุกฝ่าย ทั้งนักแปล นักเขียน บรรณาธิการ และเอเจนซีขายลิขสิทธิ์ ไม่ใช่แปลตามวาระ แต่ต้องสร้างให้เป็นแรงขับเคลื่อนที่ไม่หยุดนิ่ง”

เวทีช่วงบ่ายต่อยอดด้วยเสวนาในหัวข้อ“เล่าเรื่องการแปลสู่ต่างประเทศ: ประสบการณ์และบทเรียนจากนักแปลมืออาชีพ” โดยมี อ.กฤตยา อกนิษฐ์ คุณก้อง ฤทธิ์ดี ผศ.ดร.อรองค์ ชาคร และคุณเมธิส โลหเตปานนท์ นักแปลบทกวีรุ่นใหม่ ผู้แปลผลงานกวีของสุนทรภู่เป็นภาษาอังกฤษ ที่ร่วมกันชี้ให้เห็นว่า การแปลวรรณกรรมไม่ใช่แค่เรื่องภาษา แต่คือการถ่ายทอดอารมณ์ วัฒนธรรม และ “เสียงของผู้เขียน” ให้เข้าถึงผู้อ่านต่างวัฒนธรรม โดยเฉพาะบทบาทของบรรณาธิการภาษาปลายทางที่ช่วยเกลารายละเอียดครั้งสุดท้าย

ผู้ร่วมเสวนายังเห็นตรงกันว่าความท้าทายของการแปลวรรณกรรมไทยในปัจจุบัน คือการเชื่อมโยงนักแปลเข้ากับโครงสร้างการผลิตและการส่งออก ทั้งนักเขียน สำนักพิมพ์ และเอเจนซี เพราะที่ผ่านมา การแปลยังเกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจาย ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดจริง เสียงสะท้อนทั้งจากผู้ผลิตและผู้แปลในวันเดียวกันนี้จึงเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง — หากต้องการให้วรรณกรรมไทยมีที่ยืนในตลาดโลก ต้องเริ่มตั้งแต่รากฐานของวัฒนธรรมการอ่านในประเทศ การสร้างนักแปลมืออาชีพ และการวางโครงสร้างสนับสนุนที่เชื่อมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

จากห้องอบรมสู่โลกกว้าง: จุดเริ่มต้นของ Soft Power ไทย
นายวัฒนชัย วินิจจะกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) กล่าวว่า

“การแปลวรรณกรรมไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดภาษา แต่คือการพาโลกมารู้จักตัวตนของไทยผ่านวัฒนธรรม”

เขายังย้ำว่าโครงการนี้มีความหมายมากกว่าการอบรมทั่วไป
“นี่คือการวางรากฐานกำลังคนสร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมหนังสือ เพื่อให้ไทยมีนักแปลคุณภาพที่พร้อมผลักดันวรรณกรรมไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน นี่คือรูปธรรมของการขับเคลื่อน Soft Power ที่จับต้องได้จริง”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน