ดอยคำ เดินหน้า ปลูกต้นไม้ คืนสมดุลสังคมพืช รักษาพันธุกรรมของพรรณไม้ อนุรักษ์ระบบนิเวศสันดอนทรายชายฝั่ง อย่างยั่งยืน ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จังหวัดเพชรบุรี

บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด นำโดย นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดอยคำฯ ร่วมกับ สำนักงานมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

จัดกิจกรรม “ปลูกต้นไม้ของสังคมพืชสันดอนทรายชายฝั่ง พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน” ประจำปี 2568 เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และคืนสมดุลของระบบนิเวศชายหาดที่เสื่อมโทรม จากกิจกรรมของมนุษย์ ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 68 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น บริเวณชายหาด หน้าพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมี “ฅนดอยคำ” คู่ค้าของบริษัท ดอยคำฯ และเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิฯ ร่วมกันปลูกพันธุ์ไม้พื้นเมือง อาทิ ต้นพลองเหมือด ต้นเกด ต้นข่อย ต้นกระทิง ต้นหูกวาง และต้นมะพลับ ซึ่งต้นไม้เหล่านี้ล้วนเป็นพืชของ “สังคมพืชสันดอนทรายชายฝั่ง” ที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาน้ำใต้ดิน ยึดโครงสร้างของสันดอนทรายชายฝั่ง ลดความรุนแรงของลม และไอเกลือที่พัดเข้าสู่ฝั่ง ที่สำคัญคือ ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณชายหาด

สำหรับกิจกรรม “ปลูกต้นไม้ของสังคมพืชสันดอนทรายชายฝั่ง พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน” ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุน กล้าต้นพลองเหมือด และกล้าพลองกินลูก” จำนวน 100 ต้น จาก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำความร่วมมือระหว่าง ภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม ในการดูแลผืนป่าชายหาด การสร้างสวนพฤกษศาสตร์ และหอพรรณไม้ของพืชชายหาดของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กล่าวถึง “สิ่งแวดล้อมที่ดี เริ่มได้จากทุกคน” ว่า การฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งเป็นเรื่องของความมั่นคงทางธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ โดยเฉพาะแนวชายฝั่งทะเลของประเทศไทย ที่ปัจจุบันต้องเผชิญปัญหาการสร้างโครงสร้างเพื่อป้องกันการเซาะ ตลอดจนสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่รุกล้ำเข้าไปในเขตถอยร่นตามชายฝั่ง จนเกิดความเสียหายกับระบบนิเวศอย่างต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง ดังนั้นการปลูกพันธุ์ไม้พืชพื้นเมืองของสังคมพืชบนสันดอนทรายชายฝั่ง จึงเป็นทางออกสำคัญ ที่ทั้งเรียบง่าย ประหยัด และยั่งยืน

กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดอยคำฯ กล่าวอีกว่า ดอยคำ เราปลูกป่าชายหาด ที่บริเวณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดย 3 ปีนี้เรามุ่งมั่นตั้งใจปลูกพันธุ์ไม้พืชพื้นเมืองคืนถิ่นเดิม และปีหน้าเราจะเน้นใส่ปุ๋ยบำรุงต้นไม้ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้พื้นที่ ซึ่งเราจะชวน บริษัทซัพพลายเออร์ มาร่วมโครงการฯ ต่อยอดเป็นปีที่ 4 เพราะเมื่อทำแล้วต้องดำเนินกิจกรรมให้เสร็จสมบูรณ์เป็นรูปธรรม

เราเชื่อว่า การปลูกป่าต้องดูแลใส่ใจตั้งแต่เริ่มปลูก เลือกต้นกล้าที่เหมาะสม เมื่อต้นกล้าที่ปลูกแข็งแรงดี เจริญเติบโต ขึ้นแล้ว ขั้นตอนต่อไปต้องดูแลเอาใจใส่ ไม่ใช่ปลูกแล้วทอดทิ้ง หากปล่อยให้เติบโตเองตามธรรมชาติ จึงไม่ใช่วิถีที่ถูกต้อง แต่ที่ถูกต้องปรับวิธีและวางแผนอย่างเป็นระบบ ต้นไม้จึงจะเติบโตสมบูรณ์สวยงามตามธรรมชาติ ตามที่เราต้องการ ส่วนต้นไม้ที่นำมาปลูกนั้น เราได้พิจารณาแล้ว ซึ่งทั้งหมดเป็นพืชพื้นถิ่นดั้งเดิม จึงมั่นใจว่า ต้นไม้ที่เรานำมาปลูกเหมาะสม และสร้างความสมบูรณ์ให้กับที่แห่งนี้

“เมื่อปี’67 ที่เรามาปลูก ต้นกล้าเติบโตอยู่รอดเห็นผลชัดเจน เพราะปลูกปีเดียวต้นไม้เติบโตสูงขึ้นได้ขนาดที่เหมาะสม แต่เดิมทีพื้นที่ที่ปลูกนั้น ช่วงหลายที่ผ่านมากลายเป็นป่าหัวโล้นชายทะเล ไม่มีแม้กระทั่งผักบุ้งทะเล ที่มีอยู่มาแต่ดั้งเดิม แต่ปัจจุบันนี้ ผักบุ้งทะเล ขึ้นกระจ่ายคลุมเกือบเต็มชายหาด แสดงว่า เราดำเนินโครงการมาถูกทาง เราเชื่อว่า การปลูกป่าที่แท้จริง ต้องเริ่มจากในใจคน ต้องเริ่มที่คน จึงจะเกิดความใส่ใจ เอาใจใส่ ปลูกแล้วต้องบำรุงดูแลรักษา ต้นไม้ก็จะเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์ ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมกันปลูกป่าคืนความสมบูรณ์ให้กับสันดอน ทราย ณ บริเวณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ที่แห่งนี้มีศูนย์เรียนรู้ฯ พร้อมบุคลากรคอยให้คำแนะนำอย่างละเอียดถูกต้อง” กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าว

และว่า กิจกรรมในวันนี้ไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ลงบนพื้นทราย แต่ยังเป็นการปลูกจิตสำนึกด้านธรรมชาติ และนิเวศวิทยาในหัวใจของฅนดอยคำ รวมทั้งคู่ค้า และสื่อมวลชนที่มีบทบาทเป็นกระบอกเสียง ส่งต่อแนวคิด และความเข้าใจอย่างแท้จริงของการอนุรักษ์ระบบนิเวศตามธรรมชาติไปยังสังคมวงกว้าง

นายพิพัฒพงศ์ เปิดเผยอีกว่า การต่อยอดแนวทาง “ธุรกิจเพื่อสังคม” และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ดอยคำตระหนักดีว่า ธุรกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ก็ต่อเมื่อดำเนินไปเคียงคู่กับธรรมชาติและชุมชน กิจกรรมในครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทาง “ธุรกิจเพื่อสังคม” ที่ดอยคำยึดถือมาตลอด และตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ

ได้แก่ SDG ๑๒ : การผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน (Ensure sustainable consumption and production patterns) SDG ๑๔ : การอนุรักษ์ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน (Conserve and sustainably use the oceans, seas and marine resources) SDG ๑๕ : การปกป้อง ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน (Protect, restore and promote sustainable use of terrestrial ecosystems)

ด้าน นางสาวเกล้ามาศ ยิบอินซอย ผู้อำนวยการสำนักงานมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน กล่าวถึงแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างเคารพธรรมชาติว่า พื้นที่ชายหาดของ พระราชนิเวศน์ฯ เคยเป็นระบบนิเวศหาดทรายที่สมบูรณ์ มีหาดทรายขาวสะอาดไปจนจรด ชะอำ และ หัวหิน มีระบบน้ำจืดใต้สันดอนทรายที่สามารถหล่อเลี้ยงทั้งระบบนิเวศ และชุมชน ในอดีตที่นี่ ไม่มีแม่น้ำขนาดใหญ่ที่พาตะกอนเลนมาทับถม ซึ่งในบันทึกเก่าของพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พูดถึงหาดทรายขาว สะอาด ละเอียด สุดลูกหูลูกตา แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์หลากหลายรูปแบบ

ดังนั้น การปลูกพืชของสังคมพืชสันดอนทรายชายฝั่งดั้งเดิม เช่น พลองเหมือด เกด ข่อย มะนาวผี แจง กุ่มบก หูกวาง รักทะเล ไปจนกระทั่งพืชขนาดเล็กที่อยู่ติดกับแนวน้ำขึ้นน้ำลง เช่น หญ้าลูกลม คนทีสอทะเล ผักบุ้งทะเล ถั่วผี ถั่วคล้า ฯลฯ จึงเป็นการฟื้นคืนระบบนิเวศเดิมที่สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติ เคารพธรรมชาติ ซึ่งนำไปสู่การฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ต่อไป

นางสาวเกล้ามาศ กล่าวว่า ช่วงปี 2540 เกิดพายุไต้ฝุ่นลินดา ภัยธรรมชาติครั้งนั้น ทำให้พื้นที่ชายหาดของพระราชนิเวศน์ฯ หายไป จากนั้นมีโครงการป้องกันการกัดเซาะตลอดแนวชายฝั่ง 3 กิโลเมตร ทั้งโครงสร้างรอดักทราย กำแพงคันคลื่น สันหินชะลอคลื่น จัดเต็มมาอยู่ที่ชายหาดแห่งนี้ทั้งหมด

“มาตรการสิ่งก่อสร้าง ซึ่งใช้งบประมาณก่อสร้างจำนวนมาก ส่งผลกระทบระบบเนิเวศชายหาดมากกว่ารักษาธรรมชาติ เป็นต้นเหตุเกิดปัญหากัดเซาะในพื้นที่อย่างแท้จริง นำมาสู่การปรับเปลี่ยนหาแนวทางแก้ปัญหา โดยรื้อถอนรอดักทราย หินที่รื้อก็นำกลับมาปรับภูมิทัศน์พื้นที่ฟื้นฟูนิเวศที่ลุ่มน้ำจืดหลังสันดอนทราย

ขณะนี้รื้อรอดักทรายของกรมเจ้าท่าแล้ว 3 ตัว จากทั้งหมด 8 ตัว แต่ยังมีกำแพงกันคลื่นที่จะต้องรื้อถอน นับได้ว่าเป็นที่แรกที่เริ่มโครงการรื้อถอนโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง ในสายอนุรักษ์พระราชนิเวศน์ฯ ถือเป็นต้นแบบการฟื้นฟูระบบนิเวศโดยใช้ธรรมชาติ ก่อให้เกิดความมั่นคงและความหลากหลายทางชีวภาพกลับคืนมาได้ ทั้งยังพิสูจน์สังคมพืชบนสันทรายเกื้อกูลกัน” นางสาวเกล้ามาศ กล่าว

นางสาวเกล้ามาศ กล่าวด้วยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นิเวศชายหาดได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์หลากหลายแบบ เดิมสันดอนทรายชายฝั่งมีน้ำจืดที่แผ่อยู่ใต้ท้องทราย เป็นธรณีสัณฐานที่ไม่ได้พบเฉพาะพระราชนิเวศน์ แต่มีตลอดแนวชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน แต่เมื่อสภาพชายหาดเปลี่ยนแปลง สังคมพืชชายฝั่งถูกทำลาย ส่งผลให้น้ำจืดที่เคยอุดมสมบูรณ์หายไป

เมื่อมีการปลูกพืชของสังคมพืชสันดอนทรายชายฝั่งดั้งเดิม เราจึงศึกษาหาข้อมูล พบว่าพื้นดั้งเดิมที่มีทั้ง พลองเหมือด เกด ข่อย มะนาวผี แจง กุ่มบก หูกวาง รักทะเล ไปจนกระทั่งพืชขนาดเล็กที่อยู่ติดกับแนวน้ำขึ้นน้ำลง เช่น หญ้าลูกลม คนทีสอทะเล ผักบุ้งทะเล ถั่วผี ถั่วคล้า ซึ่งเป็นการฟื้นคืนระบบนิเวศเดิม ที่สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติเดิม เชื่อว่าไม่นานพื้นที่แห่งนี้จะกลับมาสมบูรณ์ น้ำใต้ดินก็กลับมาเช่นเดิม อนาคตจะช่วยฟื้นระบบนิเวศคลองบางตราน้อย คลองบางตราใหญ่ และบ่อน้ำจืดในพื้นที่กลับคืนเกื้อกูลภายใต้วัฏจักรของธรรมชาติเช่นเดิม

“ที่สำคัญเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคมและประชาชน จัดโครงการ CSR ด้วยการจัดเก็บเศษหินริมหาด ที่กระจัดกระจายเต็มหน้าหาด พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สำนักงานมูลนิธิฯ พร้อมยินต้อนรับ เพื่อเติมเต็มคืนความสมบูรณ์ และสวยงาม ให้ชายหาด พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน แห่งนี้”

นางสาวเกล้ามาศ กล่าวว่า เราอยากให้สังคมได้เห็นการอนุรักษ์ระบบนิเวศและอนุรักษ์วัฒนธรรมอย่างเคารพเป็นพื้นฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะการดูแลรักษาทรัพยากรสามารถนำไปต่อยอดได้ เกิดการเรียนรู้อย่างสนุกสนานเมื่อมา พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน มาชมป่าชายหาด ฟังเสียงคลื่น ทำให้คนได้อยู่กับตัวเองในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติดั้งเดิม มีสวนพฤกษศาสตร์ หอพรรณไม้ของพืชชายหาดของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

รศ.ดร.กิติเชษฐ์ ศรีดิษฐ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวแนวทางฟื้นฟูสมดุลชายหาดพระราชนิเวศน์ฯ ว่า เมื่อนำโครงสร้างแข็งออกจากชายฝั่ง ทำให้สันดอนทรายกลับมา เราฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางกายภาพกลับมา เดิมมีแต่สนทะเล ทั้งต้นเดิมและปลูกใหม่ เพราะสนทะเลเป็นพืชโตเร็ว ดูดน้ำเร็ว แย่งพื้นที่พืชธรรมชาติ จึงต้องนำพืชนอกถิ่นออกไป เพื่อเปิดทางให้พืชธรรมชาติดั้งเดิม และอื่นๆ กลับเจริญงอกงาม

อย่างเช่น ต้นเกด หรือที่เรียก “ราชายตนะ” เป็นไม้พื้นถิ่น หรือต้นข่อยนำมาปลูกก็เจริญงอกงาม เพราะระบบน้ำจืดใต้ดินกลับมา จนสามารถให้บริการทางระบบนิเวศ ขณะเดียวกันต้นไม้สามารถกระจายพันธุ์ได้ตามธรรมชาติ ด้วยดิน น้ำ ลม พายุ ทุกวันนี้สังคมพืชชายฝั่งกลับมามีชีวิตอีกครั้ง คาดหวังให้ชายหาดพระราชนิเวศน์ เป็นตัวอย่างของการฟื้นฟูชายหาด และแก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่งด้วยธรรมชาติ ทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพของพืช และสัตว์นานาชนิด

บริษัท ดอยคำฯ เดินหน้ากิจกรรมเพื่อระบบนิเวศตามธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมปลูกต้นไม้ของสังคมพืชชายหาดครั้งนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ ๓ ติดต่อกัน ถือเป็นอีกหนึ่งความต่อเนื่องของพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อม ที่ดอยคำให้ความสำคัญมาโดยตลอด อาทิ โครงการ “แกะ ล้าง เก็บ” โครงการ “ทิ้ง เพื่อ ให้” กิจกรรมแยกขยะ ลดปริมาณขยะพลาสติกหน้าร้านดอยคำ การจัดการทรัพยากรน้ำในโรงงานหลวงฯ อย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการส่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตรลงพื้นที่ให้ความรู้เกษตรกรในการงดใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน