บุหรี่เถื่อนทะลัก จ.สุพรรณบุรี รั้งอันดับ 11 ของประเทศ ส่งผลกระทบต่อภาษียาสูบที่จัดเก็บโดยอบจ. หนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญที่ใช้สนับสนุนโครงการพัฒนาท้องถิ่นลดลงฮวบ นายก อบจ. ชี้การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มแข็ง และผู้มีอิทธิพลบางกลุ่มมีเอี่ยว ส่งผลต่อการปราบปราม แนะรัฐบาลผลักดันให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคม

จากรายงานข่าวสถานการณ์บุหรี่เถื่อนไตรมาสแรก ปี 2568 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 28.1% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 3 ปี 2567 โดยพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสตูล สงขลา พัทลุง ภูเก็ต และ นครศรีธรรมราช ยังคงมีสัดส่วนการบริโภคบุหรี่เถื่อนสูงที่สุดในประเทศ ขณะที่ภาคตะวันตก เช่น จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และกรุงเทพและปริมณฑล กำลังเป็นพื้นที่เสี่ยงใหม่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังพบอัตราการบริโภคบุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำเศรษฐกิจประเทศเสียหายรวมประมาณ 30,000 ล้านบาทซึ่งรวมถึงรายได้ภาษีสรรพสามิต รายได้ภาษีมหาดไทย และรายได้ภาษีท้องถิ่น เนื่องจากนักสูบหันไปบริโภคบุหรี่เถื่อนที่ไม่เสียภาษี นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และเป็นภัยต่อสังคมในอีกหลายมิติ

ด้านจังหวัดสุพรรณบุรี มีสัดส่วนการบริโภคบุหรี่เถื่อนประมาณ 38.5% เพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อนไตรมาส 3 ปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 33.5% และไตรมาส 1 ปี 2567 อยู่ที่ 8.5%

นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี (อบจ.) เขต 3
อำเภออู่ทอง เปิดเผยว่า “จังหวัดสุพรรณบุรีกำลังเผชิญกับปัญหาการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น บุหรี่เถื่อนส่วนใหญ่ถูกนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านชายแดนธรรมชาติ ด้านจังหวัดตาก กาญจนบุรี และราชบุรี ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดสุพรรณบุรี ก่อนกระจายบุหรี่ผิดกฎหมายไปยังจังหวัดอื่นๆ เพื่อจำหน่ายในรูปแบบต่างๆ ต่อไป”

“ปัญหาบุหรี่เถื่อนในจังหวัดสุพรรณบุรีที่ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้จำนวนผู้สูบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างรุนแรง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การจัดเก็บภาษียาสูบของ อบจ. ลดลงในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง การลดลงของรายได้จากภาษียาสูบ ส่งผลกระทบโดยตรงต่องบประมาณท้องถิ่นที่นำมาใช้พัฒนาพื้นที่และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะโครงการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคและด้านสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 อบจ. สามารถจัดเก็บภาษียาสูบได้แล้ว 12 ล้านบาท จากยอดประมาณการที่ตั้งไว้ในปีนี้ที่ 26 ล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจไม่เป็นไปตามเป้าที่กำหนด”

นอกจากนี้ บุหรี่เถื่อนยังส่งผลกระทบต่อร้านค้าที่ขายบุหรี่ถูกกฎหมาย เนื่องจากผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและแรงงานซึ่งมีรายได้น้อย จึงหันไปสูบบุหรี่ยาเส้น หรือสูบบุหรี่เถื่อนแทน เพราะราคาถูกและหาซื้อได้ง่าย

“ที่ผ่านมา แม้หน่วยงานภาครัฐจะบูรณาการด้านการป้องกันและปราบปรามอย่างเข้มข้น แต่ยังมีช่องว่างที่ทำให้บุหรี่เถื่อนหลุดรอดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่มีบทลงโทษรุนแรงพอ และการไม่สืบสวนต่อยอดของเจ้าหน้าที่ไปยังเครือข่ายบุหรี่เถื่อนที่มักมีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง หรือสนับสนุนด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ หรือข้าราชการ ทำให้บุหรี่เถื่อนยังคงมีขายเกลื่อนตามร้านขายปลีกทั่วไปและแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วประเทศ”

นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ สรุปว่า รัฐบาลควรผลักดันการปราบปรามบุหรี่เถื่อนเป็นวาระแห่งชาติ เช่นเดียวกับกรณีบุหรี่ไฟฟ้า โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ ปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มโทษผู้กระทำผิด และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับทุกฝ่าย รวมถึงการยึดทรัพย์ สืบสวนเชิงลึกถึงเครือข่ายทุน ตลอดจนลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งอายัดทรัพย์และห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือธุรกิจ สำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้มาตรการดังกล่าวแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน