กรมลดโลกร้อน–GISTDA ผนึกกำลังใช้ข้อมูลดาวเทียม รับมือโลกเดือด ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมเจาะลึกลงพื้นที่ไฟป่า น้ำท่วมซ้ำซาก กัดเซาะชายฝั่ง
เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมลดโลกร้อน พร้อมด้วย ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผอ.สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า (GISTDA) ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมลดโลกร้อน กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศในการลดการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจก โดยทั้งสองหน่วยงานจะดำเนินงานตามกรอบใน 2 โครงการสำคัญคือ 1.โครงการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่จะเน้นการจัดทำฐานข้อมูลด้านพื้นที่สีเขียว และไฟป่าทั้งประเทศ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต รวมถึงการพัฒนาแบบจำลองการปล่อยและการดูดกลับก๊าซคาร์บอนในระดับ Tier 3 ตาม IPCC อันจะเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญสำหรับการวางนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ NDC 3.0

2.โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยข้อมูลภูมิสารสนเทศของประเทศไทย (ปีงบประมาณ 2568) โดยกรอบเวลาของบันทึกความร่วมมือมีผลบังคับใช้ 5 ปี นอกจากนี้ยังสามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่น้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซาก อุณหภูมิพื้นที่ผิว จุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ พื้นที่เกษตร การส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) การกัดเซาะชายฝั่ง พื้นที่สีเขียว การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การวิเคราะห์และจัดทำแผนที่ความเสี่ยง การประเมินผลและการติดตามแหล่งกักเก็บคาร์บอน เป็นต้น

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผอ.GISTDA กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการเทคโนโลยีอวกาศกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ GISTDA จะเร่งทำฐานข้อมูลคาร์บอนพื้นที่สีเขียว และไฟป่าทั้งประเทศ เพื่อเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มกลาง Green Digital ของกรมลดโลกร้อน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นระบบฐานข้อมูลกลางด้านภูมิสารสนเทศและสิ่งแวดล้อมของประเทศต่อไป ซึ่งภายใน 3-6 เดือนจะเห็นผลเป็นรูปธรรม
