บนผืนแผ่นดินสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่สายน้ำโขงไหลผ่านอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง มีโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งที่ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้า แต่เป็นต้นแบบของการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างธรรมชาติและการพัฒนา นั่นคือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด หรือ ‘XPCL’ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมในเครือของบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘CKPower’ ผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค และมีคาร์บอนฟุตพริ้นต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง

ล่าสุดกับความภูมิใจครั้งสำคัญ เมื่อ วรพจน์ อุชุไพบูลย์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ ไซยะบุรี พาวเวอร์ ได้รับมอบเหรียญชัยแรงงานและประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติ ในฐานะองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นด้านการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำตามมาตรฐานสากล จากกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป.ลาว

แต่ที่มากไปกว่าความภาคภูมิใจ รางวัลนี้เป็นเสมือนเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ CKPower ที่ได้พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีให้เป็นต้นแบบของภูมิภาค โดยให้ความสำคัญกับหลัก ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล) อย่างต่อเนื่อง

โรงไฟฟ้าพลังน้ำกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี เป็นโรงไฟฟ้าประเภทน้ำไหลผ่าน (Run-of-River) บนแม่น้ำโขง ใช้พลังงานจากการไหลของน้ำตามธรรมชาติ ไม่มีการกักเก็บน้ำในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งนับเป็นพลังงานสะอาดจากแหล่งหมุนเวียน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ทั้ง สปป.ลาว และประเทศไทย

ความโดดเด่นของโรงไฟฟ้าแห่งนี้อยู่ที่การเลือกใช้ เทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็น ระบบทางปลาผ่านแบบผสมผสาน ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็น ‘สะพาน’ ให้ปลามากกว่า 140 สายพันธุ์ สามารถว่ายขึ้นลงแม่น้ำโขงผ่านโรงไฟฟ้าได้ แม้ในช่วงฤดูแล้งที่ระดับน้ำลดลงมากก็ตาม

มีข้อมูลจากโครงการวิจัยล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า มีปลาบางชนิดสามารถว่ายผ่านระบบทางปลาของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ได้จริง นับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับโรงไฟฟ้าพลังน้ำในภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังมี ระบบประตูระบายตะกอนและช่องทางเดินเรือ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการสัญจรทางน้ำตลอดทั้งปี ทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านริมโขงไม่ได้รับผลกระทบจากโครงการ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกมิติของการใช้ชีวิตริมสองฝั่งโขงอย่างแท้จริง และทำให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้กลายเป็น ‘ต้นแบบของโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง’

ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อความมั่นคงของภูมิภาค

ด้วยกำลังการผลิตติดตั้ง 1,285 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำได้เฉลี่ยกว่า 7,400 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของพลังงานสะอาดที่ส่งมอบให้แก่ สปป.ลาว และประเทศไทย การผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำนี้ช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 3.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังตอกย้ำถึงพันธกิจของ CKPower ในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

เติบโตไปพร้อมกับผู้คนและสร้างคุณค่าให้สังคม

นอกเหนือจากมิติสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรียังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน เล็งเห็นถึงการเติบโตทางธุรกิจต้องมาพร้อมกับการยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่ จึงได้มีการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรที่ดินพร้อมระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน การจัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพให้กับชาวบ้านกว่า 600 ครัวเรือน เพื่อให้พวกเขามีรายได้และอาชีพที่มั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

การส่งเสริมการจ้างงานบุคลากรท้องถิ่นก็เป็นอีกหนึ่งนโยบายหลัก ปัจจุบันมีบุคลากรซึ่งเป็นชาว สปป.ลาวถึง 60% ของพนักงานทั้งหมด สร้างโอกาสและกระจายรายได้ให้แก่ สปป.ลาว

ในโอกาสที่ได้รับเหรียญชัยแรงงานและประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าการพัฒนาพลังงานสะอาดสามารถทำควบคู่ไปกับการดูแลรักษาธรรมชาติและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อย่างแท้จริง

โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี จึงเป็นมากกว่าโรงไฟฟ้า แต่เป็นต้นแบบของพลังงานแห่งความยั่งยืนที่กำลังเติบโตไปพร้อมกับแม่น้ำและผู้คนในลุ่มน้ำโขงอย่างไม่หยุดนิ่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน