วันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ย.2568 ถือเป็นวันมงคล พระพรหมวชิรสุนทร (เอื้อม ชุตินธโร) จะมีอายุครบ 91 ปี เหล่าบรรดาศิษย์ผู้ใกล้ชิดและญาติโยมผู้เลื่อมใสศรัทธาจักได้ร่วมกันจัดงานมุทิตาสักการะฉลองอายุวัฒนมหามงคลถวาย

เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่อีกรูปของจังหวัดเพชรบุรี ได้รับการยกย่องว่าเคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีวัตรปฏิบัติเรียบง่าย ปฏิปทางดงาม เป็นที่เลื่อมใสศรัทธา

อีกทั้งนับเป็นพระเถระรูปแรกของจังหวัดเพชรบุรีที่ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง

ปัจจุบันสิริอายุ 90 ปี พรรษา 70 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสนามพราหมณ์ ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี และที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต)

มีนามเดิม เอื้อม กลั่นเกลา เกิดเมื่อวันที่ 13 พ.ย.2477 ที่บ้านไสค้าน ต.ท่ายาง อ.เมือง จ.เพชรบุรี บิดา-มารดาชื่อนายเทิ้ม และนางอ่วน กลั่นเกลา

ช่วงวัยเยาว์ศึกษาจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนในชุมชน

อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 20 พ.ค.2497 ที่วัดราษฎร์บำรุง ต.ท่ายาง อ.เมือง จ.เพชรบุรี มีพระสุทธิสารสุธี (ทอง จารุวังโส) เจ้าอาวาสวัดมหาสมณาราม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสุนทรธรรมวงศ์ (แสวง ปิยธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสนามพราหมณ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา ชุตินธโร

ตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างมุ่งมั่น สามารถสอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ และพ.ศ.2521 สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค

ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าอาวาสวัดสนามพราหมณ์ขณะนั้น มอบหมายภารกิจให้สนองงานทั้งในด้านการปกครอง การศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การสาธารณูปการ และอื่นๆ

ด้านสาธารณูปการ ดูแลการบูรณปฏิสังขรณ์วัดสนามพราหมณ์ให้มั่นคงถาวร

มงคลข่าวสด

สำหรับวัดสนามพราหมณ์ ตั้งอยู่เลขที่ 321 ถนนมาตยาวงศ์ ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต มีที่ดินที่ตั้งวัดเนื้อที่ 37 ไร่ 2 งาน 84 ตารางวา

เป็นวัดเก่าแก่ ไม่ปรากฏผู้สร้างที่แน่ชัด ทราบแต่ภายหลังว่ามีคฤหบดีสองสามีภรรยาชื่อนายมานิตย์-นางปุก สละทรัพย์ดำเนินการปฏิสังขรณ์เสร็จประมาณพ.ศ.2411 จึงตกลงกันตั้งชื่อวัดว่า วัดสนามพราหมณ์ปุกมิตาราม แต่เป็นชื่อที่ยาวเกินไปและเรียกยากจึงได้เปลี่ยนชื่อวัดว่า วัดสนามพราหมณ์ ซึ่งใช้เรียกกันมาจนถึงปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2526

แต่มีเรื่องเล่าอีกประการว่า วัดสนามพราหมณ์แห่งนี้ผู้สร้างซึ่งเป็นสองสามีภริยาได้อาศัยพราหมณ์ 3 คน ที่ถือเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้การบูรณะวัดแห่งนี้เสร็จสิ้นไปด้วยดี ซึ่งขณะนั้นอยู่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

เนื่องจากบริเวณที่สร้างวัดนี้เคยเป็นที่ประกอบพิธีของพราหมณ์ทั้ง 3 คน อีกทั้งบริเวณดังกล่าวมีทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุบางอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเป็นที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับพราหมณ์ จึงมีผู้เรียกกันติดปากว่า “วัดสนามพราหมณ์”

ลำดับงานปกครอง พ.ศ.2518 เป็นเจ้าอาวาสวัดสนามพราหมณ์ พ.ศ.2522 เป็นเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี (ธ) พ.ศ.2545 เป็นรองเจ้าคณะภาค 14-15 (ธ) พ.ศ.2545 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี (ธ)

พ.ศ.2561 เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธ)

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2522 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญที่ พระสุทธิสารสุธี พ.ศ.2538 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นเพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชสารสุธี

พ.ศ.2544 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพเมธาภรณ์

พ.ศ.2556 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวราภรณ์

ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2566 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ ในราชทินนามที่พระพรหมวชิรสุนทร บวรศาสนกิจจานุกูล วิบูลสีลาจารนิวิฐ ภาวนากิจวิธานปรีชา ศาสนภารธุราทร ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

แม้ทุกวันนี้พระพรหมวชิรสุนทรจะดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการชั้นผู้ใหญ่ แต่วัตรปฏิบัติยังคงเรียบง่ายดุจเดิม ยังคงให้การอบรมศีลธรรมแก่สาธุชนที่เข้ามาทำบุญฟังธรรมทุกวันพระ โดยเน้นให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักคำสอน เป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานในการดำรงชีวิตให้เป็นปกติสุขในสังคม

จึงนับเป็นมงคลอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ได้สัมผัสใกล้ชิดและได้รับฟังเทศนาธรรม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน