“การไม่กระทำบาปนั้นมันเลิศที่สุด บางคนบางคราว โจรมันก็ให้ได้ มันก็แจกได้ แต่ว่าจะพยายามสอนให้มันหยุดเป็นโจรนั้นนะ มันยากที่สุด การจะละความชั่วไม่กระทำผิดมันยาก การทำบุญ โจรมันก็ทำได้ มันเป็นปลายเหตุ การไม่กระทำบาปทั้งหลายทั้งปวงนั้นนะ เป็นต้นเหตุ”

ธรรมโอวาทจากพระโพธิญาณเถร หรือ หลวงปู่ชา สุภัทโท

วันศุกร์ที่ 16 ม.ค.2569 น้อมรำลึกครบรอบ 34 ปี มรณกาล หลวงปู่ชา แห่งวัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี พระวิปัสสนาจารย์สายอีสาน ที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากสาธุชนเป็นอย่างมาก

เกิดในสกุล ช่วงโชติ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2461 ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย ที่บ้านจิกก่อ หมู่ที่ 9 ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โยมบิดา-มารดา ชื่อนายมาและนางพิมพ์ ช่วงโชติ

ในช่วงวัยเยาว์ ด.ช.ชาได้รับการศึกษาชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนบ้านก่อ ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี จนจบชั้นประถมปีที่ 1 แล้วลาออกจากโรงเรียนมาช่วยงานครอบครัว

เมื่ออายุ 13 ปี บิดาได้นำไปฝากกับเจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม เพื่อเรียนรู้บุพกิจเบื้องต้นเกี่ยวกับบรรพชาวิธี ก่อนได้รับอนุญาตเมื่อเดือนมีนาคม 2474 โดยมีพระครูวิจิตรธรรมภาณี (พวง) อดีตเจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม จ.อุบลราชธานี เป็นพระอุปัชฌาย์

อริยะโลกที่ 6

หลวงปู่ชา สุภัทโท

 

ศึกษาพระปริยัติธรรม ตลอดจนอยู่ปฏิบัติครูอาจารย์ เป็นเวลา 3 ปี ได้เอาใจใส่ต่อการท่องสวดมนต์ ทำวัตร ศึกษาหลักสูตรนักธรรมปฏิบัติพระเถระ แล้วจึงได้ลาสิกขามาช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา ด้วยความจำเป็นของครอบครัวชาวไร่ชาวนาอีสาน

แต่ด้วยจิตใจที่ใฝ่ในการบวชเรียน จึงสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องกลับมาอุปสมบทให้ได้ กระทั่งเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2482 ที่พัทธสีมาวัดก่อใน ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี มีพระครูอินทรสารคุณ เป็นพระอุปัชาฌาย์, พระครูวิรุฬสุตการ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการสอน เป็นพระอนุสาวนาจารย์

มุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรม จนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี ต่อมา เกิดความอยากเรียนให้สูงขึ้นเพราะมีจิตใจรักชอบทางธรรมอยู่แล้ว แต่ขาดครูอาจารย์ในการสอนระดับสูงต่อไป จึงทุ่มเทให้การศึกษาทั้งนักธรรมและบาลี และผ่านสำนักต่างๆ มากมายจน ในที่สุดสามารถสอบนักธรรมได้ครบตามหลักสูตร คือสอบนักธรรมชั้นโทได้ ในสำนักของพระครูอรรคธรรมวิจารณ์ สอบนักธรรมชั้นเอก ได้ในสำนักวัดบ้านก่อนอก

ครั้นเสร็จภารกิจการศึกษา ได้หันมาสู่การปฏิบัติธรรม โดยออกธุดงค์และศึกษาหาแนวทางปฏิบัติในสำนักต่างๆ ผ่านพระอาจารย์มากมาย อาทิ หลวงปู่กินรี หลวงปู่เถระชาวเขมร พระอาจารย์คำดี พระอาจารย์มั่น รวมทั้งออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าเขาลำเนาไพร เพื่อแสวงหาความหลุดพ้นตามรอยพระตถาคต

ในที่สุด ได้รับอาราธนาจากมารดาและพี่ชาย ให้กลับไปโปรดที่บ้านเกิด เมื่อปี พ.ศ.2497

ดำเนินการสร้างวัดหนองป่าพง และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนี้มาโดยตลอด

อุทิศชีวิตเพื่อการปฏิบัติธรรมและเผยแผ่พุทธศาสนา ทั้งแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งบังเกิดผลทำให้ผลงานที่เป็นประโยชน์อเนกอนันต์แก่พระศาสนา ทั้งที่เป็นพระธรรมเทศนา และสำนักปฏิบัติธรรมในนามวัดสาขาวัดหนองป่าพงมากมาย ทั้งในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกา

ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2535 เวลา 05.30 น. ท่ามกลางความเศร้าโศกของศิษยานุศิษย์

ทุกวันนี้วัดหนองป่าพงมีสถานที่เป็นที่เตือนใจของผู้ประสงค์จะนมัสการและรำลึกถึง คือ พิพิธภัณฑ์พระโพธิญาณเถระ (ชา สุภทฺโท) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมประวัติและผลงานไว้ ผนังพิพิธภัณฑ์มีภาพชีวิต ตลอดจนรูปปั้นขี้ผึ้งเสมือนหนึ่งยังมีชีวิต

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน