“หลวงพ่อโต” วัดป่าเลไลยก์ ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง เป็นที่เคารพสักการะ อาจกล่าวได้ว่า “ใครไปเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี แล้วไม่ได้ไปกราบสักการะ ถือว่าไปไม่ถึงสุพรรณบุรี”

รายงานพิเศษ

ตามพงศาวดารเหนือ ระบุว่า…. พระเจ้ากาแลโปรดให้บูรณะวัดป่าเลไลยก์ เมื่อ พ.ศ.1724 แสดงว่า วัดแห่งนี้ได้สร้างมาแล้วก่อนหน้านั้น องค์พระ “หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์” ประดิษฐานอยู่ในวิหารที่สูงใหญ่ มองเห็นเด่นแต่ไกล เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางป่าเลไลยก์ ขนาดใหญ่สูง 23 เมตรเศษ สร้างตามแบบศิลปะอู่ทองรุ่นที่สอง ซึ่งเป็นศิลปะฝีมือสกุลช่างอู่ทองแท้

รายงานพิเศษ

เดิมทีองค์พระประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง พระหัตถ์ขวาหัก ช่างจึงสร้างวิหารครอบ โดยให้ผนังวิหารชิดกับพระหัตถ์ขวา ส่วนทางพระหัตถ์ซ้ายให้มีที่ว่าง ด้านหลังองค์พระสร้างชิดกับผนังวิหารทำให้แข็งแรง นับเป็นความชาญฉลาดของช่างเป็นอย่างยิ่ง

มีผู้สันนิษฐานว่าเดิมเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ประทับนั่งอยู่กลางแจ้ง พระกรทั้งสองข้างหักหายไป ผู้ที่มาบูรณะใหม่ ทำเป็นปางป่าเลไลยก์ตามที่นิยมกันในสมัยหลัง ลักษณะประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระชานุข้างซ้าย พระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุข้างขวาในท่าทรงรับของถวาย พระวิหารที่สร้างครอบองค์พระ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รายงานพิเศษ

ที่หน้าบันของพระวิหาร มีพระราชลัญจกรประจำพระองค์ คือ เป็นรูปพระมหามงกุฎอยู่ระหว่างฉัตรคู่ปรากฏอยู่

วัตถุมงคลหลวงพ่อโต มีมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะ “เหรียญหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ รุ่นแรก” นับเป็นเหรียญเก่าแก่ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เป็นเหรียญพระพุทธอันดับหนึ่งของจังหวัด

สำหรับ เหรียญหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ รุ่นแรก ปี พ.ศ.2462 มีความสำคัญ คือ จัดสร้างในวาระที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2462 ยังความปลาบปลื้มมาสู่ชาวตำบลรั้วใหญ่ และชาวเมืองสุพรรณยิ่งนัก

รายงานพิเศษ

ในการนี้ จึงได้จัดให้มีการเฉลิมฉลอง “หลวงพ่อโต” อย่างยิ่งใหญ่ โดยจัดสร้าง “เหรียญหลวงพ่อโต” ขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อแจกจ่ายเป็นที่ระลึก

ความสำคัญประการที่สอง คือ สมัยนั้นเป็นสมัยที่ หลวงพ่อสอน เจ้าอาวาส ดังนั้น จึงได้รับปลุกเสกโดย “หลวงพ่อสอน” พระเกจิผู้ทรงวิทยาคมและเป็นที่เคารพศรัทธายิ่งนั่นเอง

เหรียญรุ่นแรก ลักษณะเป็นทรงรูปไข่ ด้านหน้า จำลองรูปหลวงพ่อโต พระประธาน ในปางป่าเลไลยก์ (ปาลิไลยก์) มีรูปช้างถวายกระบอกน้ำ ลิงถวายรวงผึ้ง ตกแต่งพื้นหลังอย่างสวยงาม ด้านหลัง เป็นยันต์พระเจ้าห้าพระองค์อ่านว่า “นะ โม พุท ธา ยะ” ต่อมาลงมาเป็นปีที่สร้าง “๒๔๖๒” และอักษรไทยชื่อพระประธานว่า “หลวงพ่อวัดป่าเรไร”

รายงานพิเศษ

หลวงพ่อสอน วัดป่าเลไลยก์

 

สำหรับ “พระครูโพธิรัต” หรือ “หลวงพ่อสอน” อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ 2 ของวัดป่าเลไลยก์ เป็นชาวบ้านค่ายเก่า จ.สุพรรณบุรี อยู่เหนือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ไปราว 100-200 เมตร เกิดในราวปี พ.ศ.2408

ในวัยเด็ก ศึกษาร่ำเรียนหนังสือไทยและอักขระขอมที่วัดประตูสาร เมื่ออายุครบบวชในปี พ.ศ.2429 เข้าพิธีอุปสมบท

เป็นพระภิกษุที่ใฝ่ใจในการศึกษา มีโอกาสได้เรียนวิปัสสนากัมมัฏฐานจากหลวงพ่อกล่ำ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์ พระเกจิผู้ทรงพุทธาคม

จากนั้น ข้ามฟากมาเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดสุวรรณภูมิ และย้ายมาจำพรรษาวัดไชนาวาส (วัดชายนา) เพื่อศึกษาเพิ่มเติม

ครั้นเมื่อทราบว่า หลวงพ่อเนียม วัดน้อย อ.บางปลาม้า เป็นพระเกจิชื่อดังที่เก่งด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน จึงเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษาจนแตกฉาน

ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูวินัยธร ฐานานุกรมของ พระวิบูลย์เมธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ระยะหนึ่ง ขณะนั้นวัดป่าเลไลยก์ก็เริ่มชำรุดทรุดโทรมมากอีกทั้งไม่มีพระจำพรรษา คณะสงฆ์พิจารณาเห็นว่า ถ้าปล่อยไว้เช่นนี้ต้องร้างไปอย่างแน่นอน จึงมีมติแต่งตั้งให้ ‘พระครูสอน’ ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในปีพ.ศ.2456

เมื่อเข้าปกครองดูแลวัดป่าเลไลยก์ หลวงพ่อสอน ก็เริ่มพัฒนาวัดในทันที โดยสร้างศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ พระอุโบสถ และขุดบ่อน้ำ 3 บ่อ รวมทั้งเสนาสนะต่างๆ จนวัดเจริญรุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้

นอกจากนี้ ท่านยังพัฒนาด้านการศึกษา ริเริ่มการศึกษาทั้งด้านพระปริยัติธรรมและการสอนภาษาไทยขึ้นในจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นที่เคารพศรัทธาอย่างยิ่งของชาวสุพรรณบุรีและใกล้เคียง สมณศักดิ์สุดท้ายได้เป็น ‘พระครูโพธาภิรัติ’

มรณภาพเมื่อปี พ.ศ.2475 สิริอายุ 67 ปี พรรษา 46

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน