“หลวงพ่อปาน อัคคปัญโญ” หรือ พระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ อดีตเจ้าอาวาสวัดมงคลโคธาวาส (วัดบางเหี้ย) ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ อดีตพระเกจิชื่อดังของสมุทรปราการ
เกิดที่ตำบลบางเหี้ย อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ เมื่อประมาณ พ.ศ.2368

หลวงพ่อปาน อัคคปัญโญ
เข้าสู่วัยหนุ่ม เริ่มมีจิตปฏิพัทธ์ผูกพันในเพศตรงข้ามตามวิสัยปุถุชน จนกระทั่งวันหนึ่งดั้นด้นไปหาสาวคนรักถึงบ้าน แต่พอล้างเท้าก้าวขึ้นบ้านก็เกิดอัศจรรย์เมื่อขั้นบันไดไม้ตะเคียนอันแข็งแรงหลุดออกจากกัน ทำให้พลัดตกลงไป
จึงมาคิดได้ว่า เป็นลางสังหรณ์บอกถึงการสิ้นวาสนาในทางโลกเสียแล้ว เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ได้ครุ่นคิดอยู่หลายวัน จึงตัดสินใจหันหน้าเข้าสู่ทางธรรม อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา
หลังจากนั้นจึงได้อำลาญาติพี่น้อง เดินทางออกจากบ้านบางเหี้ยมาที่วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) โดยฝากตัวบรรพชา เล่าเรียนอักขรสมัย พระบาลีมูลกัจจายน์พร้อมทั้งปฏิบัติทางด้านวิปัสสนาธุระ

จนอายุครบบวช จึงได้อุปสมบทเป็นพระอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม โดยมีคุณพระศรีศากยมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์
ครั้นร่ำเรียนวิชาการจนเชี่ยวชาญแล้ว จึงได้ชวนพระภิกษุเรือน ซึ่งเป็นสหธรรมิกร่วมสำนักออกเดินทางแสวงหาอาจารย์ร่ำเรียนวิชาให้แกร่งกล้ายิ่งขึ้น โดยท่านทั้งสองเดินทางไปจนถึงวัดอ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี และฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่แตง เจ้าอาวาสวัดอ่างศิลา
ทั้งสองได้เรียนศึกษาวิทยาการในแขนงต่างๆ จนเชี่ยวชาญและที่สร้างชื่อให้หลวงพ่อปานมากที่สุดคือ เขี้ยวเสือโคร่ง ซึ่งแกะเป็นรูปเสือนั่ง ครั้นศึกษาวิชาจนสำเร็จแล้วจึงได้ชวนกันลาอาจารย์กลับคืนมาตุภูมิ และเข้าจำพรรษาอยู่ที่วัดบางเหี้ยนอก ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “วัดคลองด่าน” และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส โดยมีหลวงพ่อเรือน เป็นรองเจ้าอาวาส ซึ่งทั้งสองรูปได้ปกครองพระลูกวัดทั้งด้านการศึกษาและการปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดมาตลอด

จนกระทั่งในปี พ.ศ.2452 ประตูน้ำที่กั้นแม่น้ำบางเหี้ย หรือประตูน้ำชลหารพิจิตรในปัจจุบันได้เกิดรั่วไม่สามารถปิดกั้นน้ำให้อยู่ได้ไม่ว่าช่างจะซ่อมอย่างไร จนกระทั่งข้าราชการในท้องถิ่นได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ให้ทรงทราบเพื่อขอพึ่งพระบารมี
ระหว่างที่ประทับอยู่ที่ประตูน้ำบางเหี้ยเป็นเวลา 3 วันนั้น พระองค์ได้รับสั่งให้นิมนต์หลวงพ่อปานเข้าเฝ้าฯ เพื่อไต่ถามเรื่องต่างๆ
เล่ากันว่า หลวงพ่อปานนำเขี้ยวเสือใส่พานถวาย 5 ตัว แต่เณรที่ถือพานเกิดทำตกน้ำไปหนึ่งตัว ท่านจึงให้เอาเนื้อหมูผูกเชือกหย่อนลงน้ำ บริกรรมพระคาถาจนเขี้ยวเสือติดชิ้นหมูขึ้นมาต่อหน้าพระพักตร์ พระองค์ทรงศรัทธาหลวงพ่อปานมาก ทรงเรียกเป็นส่วนพระองค์ว่า “พระครูปาน”
ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาว่า …
“พระครูปานรูปนี้ เป็นที่นิยมกันในทางวิปัสสนาและธุดงควัตร คุณวิเศษที่คนเลื่อมใส คือ ให้ลงตะกรุด ด้ายผูกข้อมือ รดน้ำมนต์ ที่นิยมกันมากนั้น คือ รูปเสือแกะด้วยเขี้ยวเสือ เล็กบ้างใหญ่บ้าง ฝีมือหยาบๆ ข่าวที่ร่ำลือกันว่า เสือนั้นเวลาจะปลุกเสกต้องใช้เนื้อหมู เสกเป่าไปยังไรเสือนั้นกระโดดลงไปยังเนื้อหมูได้ ตัวพระครูเองเห็นจะได้รับความลำบากเหน็ดเหนื่อย ในการที่ใครๆ กวนให้ลงโน่นลงนี่ เขาว่าบางทีหนีไปอยู่ป่าช้า ที่พระบาทก็หนีขึ้นไปอยู่เสียที่บนเขาโพธิ์ลังกา คนก็ยังตามขึ้นไปกวนไม่เป็นอันหลับอันนอน แต่บริวารเห็นจะได้ผลประโยชน์ในการทำอะไรๆ ขาย มีแกะรูปเสือเป็นต้น ถ้าปกติราคาตัวละบาท เวลาแย่งชิงกันก็ขึ้นไปตัวละ 3 บาท ว่า 6 บาทก็มี ได้รูปเสือนั้นแล้วจึงไปให้พระครูปลุกเสก สังเกตดูอัชฌาสัยก็เป็นอย่างคนแก่ใจดี กิริยาเรียบร้อย อายุ 70 ปีแล้ว ยังไม่แก่มาก รูปร่างล่ำสันใหญ่โต เป็นคนพูดน้อย”
มรณภาพเมื่อวันอังคารที่ 29 ส.ค.2453

สำหรับเหรียญ รุ่นสร้างศาลาพิพัฒน์นิโรธกิจ สร้างโดยพระครูมงคลพิพัฒน์คุณ ในปี พ.ศ.2522 ที่ระลึกมาร่วมทำบุญสร้างศาลาวัด รวมทั้งเป็นอนุสรณ์ให้หลวงพ่อปาน โดยไม่มีการจำหน่ายแต่อย่างใด
ลักษณะเป็นวงรีรูปไข่ มีหูห่วง เนื้อทองแดง
ด้านหน้าเป็นรูปเหมือน นั่งขัดสมาธิเต็มองค์ ด้านล่างเขียนว่า “หลวงพ่อปาน”
ด้านหลังตรงกลางเป็นยันต์ประจำตัว ขอบบนโค้งเขียนคำว่า “วัดมงคลโคธาวาส จ.สมุทรปราการ ๒๕๒๒” ด้านล่างเขียนคำว่า “พระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ สร้างศาลาพิพัฒน์นิโรธกิจ”
แม้เป็นเหรียญรุ่นใหม่ แต่ทรงคุณค่า น่าสะสม