“พระมงคลบพิตร” หรือที่นิยมเรียกกันว่า “หลวงพ่อมงคลบพิตร” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมืองมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ประดิษฐาน ณ วิหารพระมงคลบพิตร ต.ประตูชัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
วัตถุมงคล ที่สร้างจำลอง “พระมงคลบพิตร” มีการจัดสร้างกันหลายครั้งในโอกาสสำคัญต่างๆ เพื่อให้ผู้เลื่อมใสศรัทธาได้ร่วมบุญเช่าบูชาไว้สักการะ ที่มีความโดดเด่นและมีค่านิยมสูงในแวดวงนักนิยมสะสมและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ คือ “เหรียญหลวงพ่อมงคลบพิตร รุ่นแรก ปี 2460”

หลังจากการจัดสร้างเหรียญรุ่นแรก ในปี 2460
ครั้นเมื่อถึงปี พ.ศ.2485 ได้จัดสร้าง “วัตถุมงคลหลวงพ่อมงคลบพิตร” เป็นกรณีพิเศษ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เช่าบูชา โดยจัดสร้างเป็นเหรียญรูปเหมือน และแหวนยันต์มงคล
โดยมีชนวนมวลสารหรือพิธีกรรมยิ่งใหญ่
เริ่มจากการรวบรวมชนวนมวลสารในการจัดสร้างโลหะ ประกอบด้วย แผ่นทองที่ลงอักขระปลุกเสกจากพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมในยุคนั้นจำนวนถึง 121 รูป อาทิ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์, สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ (สมเด็จพระสังฆราช ชื่น) วัดบวรนิเวศวิหาร, สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) วัดมหาธาตุ, สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) วัดเทพศิรินทราวาส เป็นต้น

ยังมีโลหะเครื่องรางโบราณ ที่พบในบริเวณพระราชวังโบราณ เมื่อคราวปรับปรุงเกาะเมืองฯ เช่น ชินสังขวานร บนวิหารพระมงคลบพิตร-วัดพระศรีสรรเพชญ์-วัดป่าพาย, ทองคำจากองค์พระมงคลบพิตร, เนื้อสำริดกะเทาะจากองค์พระมงคลบพิตร, พระชินขุนแผนจากวัดป่าพาย-วัดสะพานเงินสะพานทอง, พระชินกำแพงพัน วัดพระศรีสรรเพชญ์-วัดมหาธาตุ-วัดราชบูรณะ, พระปรุหนัง วัดพระศรีสรรเพชญ์, ฯลฯ
นอกจากนี้ ยังมีทองชนวนจากพิธีสำคัญของพระอารามต่างๆ เช่น วัดอนงคาราม, วัดหิรัญรูจี, วัดราชบพิธฯ, วัดกัลยาณมิตร, วัดชนะสงคราม, วัดสุทัศน์ ฯลฯ
พิธีการสร้างแบ่งเป็น 2 วาระ วาระแรก เป็นพิธีหลอมทอง ณ วิหารพระมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา แบบข้ามคืน ระหว่างวันที่ 16-17 ก.พ.2485 โดยมีพระญาณไตรโลกาจารย์ (หลวงพ่อฉาย) วัดพนัญเชิง เป็นประธานจุดเทียนชัย ก่อนนำแม่พิมพ์ให้พระเกจิอาจารย์ลงเลขยันต์และปลุกเสกพร้อมมวลสารที่จะจัดสร้างอีกครั้ง ต่อหน้าพระพักตร์หลวงพ่อมงคลบพิตร ต่อเนื่องถึงวันรุ่งขึ้น

พระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายรูป ลงอักขระปลุกเสกในการหล่อ เมตตาเข้าร่วมเจริญชัยมงคลคาถา และเมื่อดับเทียนชัยแล้ว ท่านทั้งหลายยังบริกรรมคาถาปลุกเสกทองที่หลอมเสร็จกับแม่พิมพ์อีกครั้งหนึ่ง
วาระที่ 2 เป็นพิธีพุทธาภิเษก ประกอบพิธีในวันเสาร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 ที่เรียกว่า วันเสาร์ห้า ตรงกับวันที่ 21 มี.ค.2485 ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ โดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายรูป ลงอักขระปลุกเสกในการหล่อ เมตตาเข้าร่วมพิธี เช่นกัน
เหรียญหลวงพ่อมงคลบพิตร ปี 2485 ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มพิมพ์ทรงห้าเหลี่ยม หูในตัว
ด้านหน้าเป็นรูปจำลองหลวงพ่อมงคลบพิตร ภายในซุ้มเรือนแก้ว มีอักษรขอมจารึกหัวใจพุทธคุณทั้งเก้า ด้านล่างจารึกนาม “พระมงคลบพิตร อยุธยา”

ด้านหลังเป็นยันต์พระเจ้า 16 พระองค์ ใต้ยันต์ระบุวันเดือนปีที่สร้าง มีจัดสร้างเป็น เนื้อทองแดง เนื้อเงิน และเนื้อทองแดงพระเกศเป็นทองคำ ซึ่งเป็นพระคะแนน
เหรียญหลวงพ่อมงคลบพิตร รุ่น 2 ปี 2485 ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดเหรียญ
“พระมงคลบพิตร” เป็นพระพุทธรูปอิฐบุด้วยทองสำริด แสดงปางมารวิชัย ที่ใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของไทย ขนาดหน้าตักกว้าง 9.55 เมตร สูง 22.45 เมตร เป็น 1 ใน 8 พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมืองพระนครศรีอยุธยา
พุทธลักษณะขององค์พระปฏิมา พระพักตร์ค่อนไปทางวงรี แต่ยังคงมีเค้าเหลี่ยม อันเป็นแบบศิลปะอยุธยาตอนต้น และเมื่อมาพิจารณาเส้นพระขนงที่วาดเป็นรูปโค้ง จึงเห็นว่าเป็นพุทธศิลปะที่ผสมระหว่างศิลปะอู่ทองกับศิลปะสุโขทัย เป็นที่นิยมสร้างในช่วงแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จนถึงแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม คาดเดาว่าน่าจะสร้างในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
จนเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่ 2 ปี พ.ศ.2310 พม่าเข้าใจว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำ จึงใช้ไฟสุมองค์พระเพื่อลอกทองออก ทำให้องค์พระมงคลบพิตร ตลอดจนพระวิหารได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก เครื่องบนพระวิหารที่หักลงมาต้องพระเมาฬีและพระกรข้างขวาแตกหักตกลงมา กลายเป็นซากปรักหักพังนับแต่นั้นมา
กระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ จนกลับมางดงามสง่าและน่าเลื่อมใสยิ่งขึ้น
ปัจจุบันยังคงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาทั่วประเทศ