วันอังคารที่ 10 ก.พ.2569 น้อมรำลึกครบรอบ 96 ปี มรณกาล “หลวงพ่อเพชร ปัญญาวชิโร” หรือ พระอธิการเพชร วัดไทรโยค ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม พระเกจิอาจารย์ยุคเก่าของลุ่มน้ำแม่กลอง

เกิดเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 12 ปีชวด ตรงกับ พ.ศ.2395 ที่บ้านวัดกลาง ต.บางแขยง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

เมื่ออายุ 13 ปี บรรพชาที่วัดกลางใต้ ต.ไทรโยค (ต.บางกุ้ง ในปัจจุบัน) อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม

ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมกับพระอธิการดอนเจ้าอาวาส เป็นระยะเวลา 1 พรรษา จากนั้นจึงไปเรียนวิชากับพระมหาขำ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ กรุงเทพฯ

ครั้นมีอายุครบ 20 ปี ได้กลับมาอุปสมบทที่พัทธสีมาวัดกลางใต้ เมื่อวันอังคารขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ปีวอก พ.ศ.2415 โดยมีพระอธิการกลัด วัดบางพรหม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการเที่ยง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการนุ่ม เป็นพระอนุสาวนาจารย์

อยู่จำพรรษาที่วัดกลางใต้เป็นเวลา 2 พรรษา จากนั้นได้ติดตามพระอธิการเที่ยงที่ย้ายมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสามจีน (วัดตรีจินดาวัฒนาราม) แต่อยู่จำพรรษาได้ไม่นานนัก ท่านกราบลาพระอธิการเที่ยง เดินทางเข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ ยังสำนักเดิม คือ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์

จนเมื่อพระอธิการเที่ยงมรณภาพ จึงเดินทางกลับมาร่วมงานฌาปนกิจ ด้วยวัตรปฏิบัติอันงดงาม ชาวบ้านและคณะสงฆ์ จึงนิมนต์ให้ท่านรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสามจีนสืบต่อ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2435

อริยะโลกที่ 6

วัดไทรโยค เดิมชื่อว่า “วัดสามจีน” เป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ด้านข้างติดปากคลองไทรโยค อีกด้านติดริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง และด้วยเหตุที่ตั้งวัดอยู่ตรงบริเวณปากคลองไทรโยค ชาวบ้านจึงเรียกชื่อวัดว่า “วัดไทรโยค”

เหตุที่ชื่อว่าวัดสามจีนด้วยมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า เป็นวัดที่ชาวจีน 3 คนพี่น้องได้สร้างถวายในบวรพุทธศาสนา มีประวัติความเป็นมาว่าไว้ว่า มีชาวจีน 4 คนพี่น้อง เกิดที่เมืองเจียงจิวฮู้ มณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน

เมื่อบิดามารดาเสียชีวิตจึงได้ลงเรือสำเภาเดินทางเข้ามาเมืองไทยเพื่อหางานทำ เมื่อแรกมาถึงนั้นได้อาศัยวัดเป็นที่พักพิง ก่อนขยับขยายมาปลูกบ้านเรือนใน ต.บางพรม อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ประกอบอาชีพเพาะถั่วงอกขายจนร่ำรวยมีเงินทอง

ใน 4 คนพี่น้องนี้ คนที่ 2 มีชื่อไทยว่า ด้วง อุปสมบทที่วัดบางสะแก แล้วย้ายมาจำพรรษาที่วัดกลางใต้ ส่วนอีก 3 คนยังคงประกอบอาชีพต่อไป และได้ทำนุบำรุงวัดวาอารามต่างๆ ด้วยความศรัทธาและรำลึกเสมอว่าเมื่อแรกมาไทยนั้นได้อาศัยวัดเป็นที่พักพิง

ว่ากันว่าเพราะความที่ทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนาจนเป็นที่พอพระหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น ‘ขุน’ ซึ่งต่อมาชาวจีนทั้ง 3 คนได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2378 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2381 จากนั้นจึงได้นิมนต์พระอธิการด้วงพี่ชายคนรองมาเป็นเจ้าอาวาสวัดรูปแรกของวัด ชาวบ้านจึงเรียกวัดแห่งนี้ว่า “วัดสามจีน”

เรื่อยมาในสมัยหลวงพ่อเล็ก ปุสสเทโว เป็นเจ้าอาวาส จึงเปลี่ยนชื่อวัดอีกครั้งว่า “วัดตรีจินดาวัฒนาราม” จวบจนถึงปัจจุบัน

เมื่อได้เป็นเจ้าอาวาส พัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรือง และได้ชื่อว่าเป็นผู้สอนวิปัสสนากัมมัฏฐาน และพระปริยัติธรรม ที่มีชื่อเสียง มักได้รับนิมนต์ให้ไปเทศน์และแสดงธรรมอยู่บ่อยๆ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ลูกศิษย์ที่ศึกษาร่ำเรียนวิชาด้วย

ในกาลต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดดังหลายรูป เช่น พระครูสุตสาร (เล็ก ปุสสเทโว) วัดตรีจินดาวัฒนาราม, พระครูสมุทรสุธี (สุพจน์ ธัมมสโร) วัดกลางเหนือ เป็นต้น

มีเรื่องเล่าในส่วนของวัตถุมงคลที่หลวงพ่อเพชรสร้างขึ้นมาแจกจ่ายแก่ลูกศิษย์ลูกหานั้น ตะกรุด ถือเป็นเครื่องรางของขลังที่หลวงพ่อสร้างขึ้นเป็นลำดับแรก เพราะวัตถุในการสร้าง ตลอดจนขั้นตอนไม่ยุ่งยากมากมาย เหมือนการสร้างพระเครื่อง

โดยตะกรุดเมื่อทำเสร็จเรียบร้อยแล้วจะใส่ไว้ในบาตรน้ำมนต์ขนาดใหญ่ โดยลูกศิษย์แต่ละคนต้องควานมือลงไปหยิบในบาตรน้ำมนต์เอาเอง แต่บางคนไม่สามารถหยิบขึ้นมาได้ ทั้งที่ในบาตรฯ นั้นใส่ตะกรุดไว้หลายดอกทีเดียว นับเป็นเรื่องที่อัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง

ปกครองวัดเรื่อยมา จนถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2473 สิริอายุ 78 ปี พรรษา 58

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน