ตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า ประมาณกาล 200 กว่าปีล่วงมาแล้ว มีพระพุทธรูป 5 องค์ ปาฏิหาริย์ลงมาจากทางเหนือ ลอยมาตามลำแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดมา
พระพุทธรูปทั้ง 5 องค์นี้ เข้าใจว่าปวงชนในกรุงศรีอยุธยาคงอาราธนาท่านลงสู่แม่น้ำ เพื่อหลบหนีข้าศึก ด้วยในสมัยนั้นบ้านเมืองได้เกิดสภาวะสงคราม ทั้ง 5 องค์ได้แสดงอภินิหารลอยล่องมาตามลำแม่น้ำ และบางครั้งก็แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ผุดให้ผู้คนเห็นตามลำดับ จนเป็นที่โจษจันกันทั่วถึงอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน
ประกอบด้วย หลวงพ่อโสธร, หลวงพ่อบ้านแหลม, หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน, หลวงพ่อวัดเขาตะเครา และหลวงพ่อวัดไร่ขิง
กล่าวสำหรับ “หลวงพ่อทอง” วัดเขาตะเครา ต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพสักการะมาแต่โบราณจวบจนปัจจุบัน เป็นที่ขึ้นชื่อลือชาในด้านบนบานศาลกล่าวแล้วมักประสบความสำเร็จ
วัตถุมงคลจัดสร้างมากมายหลายประเภท ซึ่งล้วนเป็นที่นิยมและแสวงหาอย่างสูง มีประสบการณ์ปรากฏแก่ผู้บูชาจนเป็นที่กล่าวขาน
“เหรียญปั๊มรูปเหมือนปี 2468” เป็นเหรียญปั๊มที่เรียกได้ว่ามีค่านิยมสูง อาจสืบเนื่องจากความคมชัดและประณีตของเหรียญที่สร้างจากการปั๊ม

แต่ที่นับเป็นเหรียญรุ่นแรกจริงๆ คือ เหรียญรุ่นที่สร้างในปี พ.ศ.2465 ซึ่งเป็น “เหรียญหล่อโบราณ” และด้วยรูปทรงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วงการพระจึงมักเรียกขานว่า “สี่เหลี่ยมปรกโพธิ์”
เหรียญหล่อสี่เหลี่ยมปรกโพธิ์ จึงนับเป็นเหรียญรูปเหมือนที่สร้างออกมาเป็นรุ่นแรก ในสมัยพระอธิการห้อย ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ในปี พ.ศ.2465
สร้างเป็นเนื้อทองเหลือง หูเชื่อมยกขอบทั้งหน้าและหลัง
ด้านหน้าจำลององค์หลวงพ่อทองประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย เหนืออาสนะบัวสองชั้น มีพื้นฐานเขียงรองรับอีกชั้นหนึ่ง
ด้านหลังมีอักขระขอม 3 บรรทัด อ่านว่า “อิ สวา สุ มิ โน เชย ยะ”

ปัจจุบันเป็นเหรียญที่หายากยิ่ง
หลวงพ่อทองนับเป็นหนึ่งใน “ตำนานพระพุทธรูปลอยน้ำ” ที่เล่าขานกันสืบมาว่า เมื่อปี พ.ศ.2302 ในสมัยกรุงศรีอยุธยาก่อนเสียกรุงต่อพม่า ชาวบ้านแหลม จ.เพชรบุรี ได้อพยพหนีพม่าไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากคลองแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม ใกล้กับวัดศรีจำปาซึ่งเป็นวัดร้าง และช่วยกันบูรณะก่อสร้างใหม่ แล้วให้ชื่อว่า “วัดบ้านแหลม” เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้สร้าง ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดเพชรสมุทรฯ”
อยู่มาวันหนึ่งชาวบ้านแหลมเหล่านี้ซึ่งมีอาชีพทำประมง ออกไปเที่ยวหาปลาลากอวน ไปพบพระพุทธรูป 2 องค์ องค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปนั่ง อีกองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปยืน จึงอัญเชิญพระพุทธรูปยืนไปประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านแหลมตั้งพระนามว่า “หลวงพ่อวัดบ้านแหลม”
ส่วนอีกองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระพุทธรูปนั่ง ได้มอบให้ชาวบ้านบางตะบูน ชาวบางตะบูนจึงอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ บริเวณวัดเขาตะเครา จึงเรียกกันว่า “หลวงพ่อวัดเขาตะเครา”
หลวงพ่อวัดเขาตะเครา เป็นพระพุทธรูปนั่ง ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ สูง 29 นิ้ว หน้าตักกว้าง 21 นิ้ว สร้างปาฏิหาริย์ให้เป็นที่ประจักษ์มากมาย ผู้ใดตกทุกข์มาบนบานศาลกล่าวก็จะได้ตามประสงค์ทุกประการ
มีอยู่คราหนึ่ง ท่านเจ้าอาวาสวัดฝันว่ามีพระสูงอายุรูปหนึ่งนำถุงบรรจุทองคำมายื่นให้ พร้อมกับพูดว่า “เอาไป” ต่อมาไม่นานก็ปรากฏว่า มีไฟลุกไหม้องค์หลวงพ่อ ทำให้ทองคำหลอมไหม้ไหลออกมา
ท่านเจ้าอาวาสจึงได้นำทองไปจัดทำเป็น ‘ลูกอมทองไหล’ หรือ ‘ลูกอมหลวงพ่อทอง’ แจกจ่ายให้พุทธศาสนิกชนนำไปติดตัวและบูชา ได้ปัจจัยมาสร้างมณฑป โรงเรียน และศาสนสถานอื่นๆ จนรุ่งเรืองสืบมา เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านและสาธุชนทั่วไปเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะกลุ่มชาวประมงต่างพากันมากราบไหว้สักการะขอพรและปิดทอง จนองค์พระมีทองคำเปลว ปิดหนามาก จึงเปลี่ยนมาเรียกกันว่า “หลวงพ่อทอง” ซึ่งกลายเป็นพระนามที่เรียกขานกันติดปากสืบมา
สำหรับ “วัดเขาตะเครา” สันนิษฐานว่าเจ้าสัวชาวจีนผู้หนึ่งมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้สละทรัพย์สร้างเป็นวัด โดยให้ลูกน้องคนหนึ่งซึ่งไว้หนวดเครายาวเป็นผู้ควบคุมงาน ชาวบ้านเห็นชาวจีนไว้เคราจึงเรียก “วัดเขาจีนเครา” แล้วเพี้ยนมาเป็น วัดเขาตาเครา จนถึง “วัดเขาตะเครา” ในที่สุด