“หลวงปู่คีบ ธีรปัญโญ” แห่งวัดป่าสุทธาวาส บ้านค้อ หมู่ 2 ต.บ้านค้อ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม พระเกจิภาคอีสานตอนเหนือที่ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธา งานพุทธาภิเษกวัตถุมงคลแทบทุกพิธีล้วนต้องมีชื่อไปร่วมด้วยเป็นประจำ

เป็นศิษย์สืบสายธรรมหลวงปู่สนธิ์ สุรชโย วัดท่าดอกแก้ว, หลวงปู่คาร คันธิโย วัดโพธิ์ชัย อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ซึ่งทั้ง 2 รูปเป็นศิษย์หลวงปู่สีทัตถ์ ญาณสัมปันโน อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม

มีนามเดิมว่า นายคีบ จำปา เกิดเมื่อวันที่ 10 ส.ค.2458 ที่บ้านเลขที่ 101 หมู่ 1 บ้านค้อ ต.บ้านค้อ อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม

แต่ในหนังสือสุทธิและบัตรประชาชนระบุว่าเกิดพ.ศ.2463 เนื่องจากสมัยนั้นแจ้งเกิดให้ช้า ด้วยระยะทางที่ไกลจากตัวอำเภอมาก ประกอบกับคนในสมัยนั้นเมื่อเด็กแรกเกิดมักจะเสียชีวิตในช่วงสอง-สามปีแรก กำนันจึงมักจะแจ้งเกิดให้ตอนผ่านพ้นดังกล่าวไปก่อน

พื้นเพเป็นชาวบ้านค้อ ต.บ้านค้อ บิดา-มารดาชื่อนายกวบ และนางปุ้ม จำปา เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้องร่วมอุทร 6 คน ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา

เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนบ้านค้อ ต.บ้านค้อ อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม

ต่อมาเข้าพิธีบรรพชาที่วัดโพธิ์สุม ต.บ้านค้อ โดยมีหลวงพ่อกงมาเป็นพระอุปัชฌาย์

มงคลข่าวสด - หลวงปู่คีบ

อยู่ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและบาลีกับพระอุปัชฌาย์ระยะหนึ่ง ต่อมาสมัครไปเรียนนักธรรมชั้นตรีที่สำนักวัดศรีทอง ต.โพนสวรรค์ อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ในสมัยนั้น พระอธิการเกิด เป็นเจ้าอาวาส และพระผู้สอนพระอาจารย์ผันเป็นพระผู้สอน

ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมนาน 2 ปี สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีที่สำนักวัดศรีทอง อ.โพนสวรรค์

ต่อมา พ.ศ.2478 จึงเข้าพิธีอุปสมบทที่พัทธสีมาวัดโพธิ์สุม ต.บ้านค้อ มีเจ้าอธิการบุญจันทร์ กตปุญโญ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการหนูพิน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์สวย เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ออกธุดงค์ไปศึกษากัมมัฏฐานกับพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง 2 รูปคือ หลวงปู่สนธิ์ และหลวงปู่คาร ศิษย์หลวงปู่สีทัตถ์ วัดพระธาตุท่าอุเทน ได้ระยะหนึ่ง

ศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติกัมมัฏฐานธุดงค์ตามสถานที่ต่างๆ ปลีกวิเวก เข้ากราบศึกษาธรรมกับพระอาจารย์หลายรูป อาทิ หลวงปู่สนธิ์ สุรชโย วัดท่าดอกแก้ว, หลวงปู่คาร คันธิโย วัดโพธิ์ชัย จวบจนสำเร็จสรรพวิชาต่างๆ จึงลาสิกขาออกมาช่วยบุพการีซึ่งแก่ชราหาเลี้ยงชีพด้วยการทำนา เป็นเสาหลักครอบครัวหลังจากพี่ชายคนแรกเสียชีวิต

ห้วงที่ใช้ชีวิตเป็นฆราวาสมีปัญหาด้านสุขภาพ ด้วยความใฝ่รู้จึงศึกษาค้นคว้าตำราสมุนไพรรักษาโรค ในการปรุงยาเป็นหมอธรรมรักษาโรคภัยไข้เจ็บ จนมีความเชี่ยวชาญการใช้ยาสมุนไพรและคาถากำกับในการปรุงยารักษาโรค โดยได้สมรสครองเรือน มีบุตร-ธิดา 2 คน

ก่อนเข้าพิธีอุปสมบทอีกครั้งในวัย 78 ปี เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2541 ที่พัทธสีมาวัดศรีสว่าง ต.โพนจาน อ.โพนสวรรค์ มีพระครูบวรธรรมโมภาส เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการเก่ง กามวโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และพระอธิการใจ เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ด้วยวัยไม้ใกล้ฝั่ง อีกทั้งบุตร-ธิดาทั้ง 2 คนได้เสียชีวิต จึงมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมที่วัดในมาตุภูมิ

เป็นคนพูดน้อยและมีความเป็นอยู่อย่างสันโดษและสมถะ เรียบง่าย มีเมตตาสูงส่ง สุขภาพพลานามัยแข็งแรง อีกทั้งยังไม่รับตำแหน่งใด ชาวบ้านและสาธุชนจึงเลื่อมใสศรัทธาจนลูกศิษย์ขนานนามว่า “เทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำโขง”

ห้วงก่อนละสังขารยังได้รับการนิมนต์ไปในพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลและเหรียญรุ่นต่างๆ ที่วัดพระธาตุพนม จ.นครพนม

ด้านวัตถุมงคล คณะศิษย์ได้จัดสร้างจำนวนหลายรุ่น โดยเฉพาะเหรียญรุ่นเจ้าสัวน้ำมนต์ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก

วัยไม้ใกล้ฝั่งอาพาธด้วยโรคชรา เหนื่อยและอ่อนแรง เนื่องจากอายุมากแล้ว คณะศิษย์ได้นำส่งไปพักฟื้นที่โรงพยาบาลปริ๊นซ์ จ.สกลนคร ก่อนคณะแพทย์ให้กลับไปพักรักษาตัวที่วัด

ก่อนสิ้นลมอย่างสงบที่กุฏิเมื่อเวลา 16.52 น. วันที่ 20 มี.ค.2569 สิริอายุ 110 ปี พรรษา 28

วันที่ 21 มี.ค.2569 เวลา 09.00 น. คณะศิษย์และคณะสงฆ์เคลื่อนสังขารจากกุฏิไปที่ศาลาหอฉัน เพื่อเปิดให้คณะศิษย์และสาธุชนได้กราบศพเป็นครั้งสุดท้าย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน