“หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” บูรพาจารย์สายพระป่าในประเทศไทย ยึดถือธุดงค์ด้วยจริยวัตรปฏิปทางดงาม
เกิดในสกุล แก่นแก้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ม.ค.2413 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดที่บ้านคำบง ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี มีพี่น้อง 6 คน เป็นคนโต อาชีพทำนาทำไร่เป็นพื้นฐาน
การศึกษา อาศัยอา (น้องพ่อ) เป็นผู้สอนให้ ด้วยในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียน ท่านเรียนอักษรไทย อักษรธรรม และอักษรขอมจนสามารถอ่านออกเขียนได้อย่างรวดเร็ว

อายุ 15 ปี บรรพชาที่วัดบ้านคำบง อันเป็นวัดบ้านเกิด ศึกษาธรรมะและพระสูตรต่างๆ จนแตกฉาน อายุ 17 ปี บิดาขอร้องให้สึกเพื่อให้ไปช่วยทำงาน จึงสึกตามคำขอร้อง ทั้งที่เสียดายในการลาจากเพศบรรพชิตเป็นที่สุด ถึงกับรำพึงในใจ “หากมีโอกาสเมื่อใดก็จะกลับเข้ามาบวชอีก”
ทั้งยังคิดถึงคำของผู้เป็นยายที่เคยกล่าวในตอนเป็นเด็กอยู่เสมอว่า “เมื่อโตขึ้นต้องบวชให้ยายนะ เพราะยายเลี้ยงยาก”

เมื่อออกมาช่วยงานพ่อ-แม่นานพอสมควรแล้ว เห็นว่าสมควรที่จะกลับเข้าไปบวชอีก จึงไปฝากตัวเป็นศิษย์กับ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ที่วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี และเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดศรีทอง หรือ วัดศรีอุบลรัตนารามในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2436 มีพระอริยกวี (หลวงพ่ออ่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสีเทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูประจักษ์อุบลคุณ (หลวงพ่อสุ่ย) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า ภูริทัตโต
อยู่จำพรรษากับหลวงปู่เสาร์ที่วัดเลียบในตัวเมืองอุบล หลวงปู่เสาร์ สอนวิธีเจริญกัมมัฏฐานขั้นสมถะใช้คำภาวนาว่า “พุทโธ” เป็นหลัก จนสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผล และสอนผู้อื่นให้เข้าใจ
การเดินธุดงค์ไม่ยึดติดสถานที่ไปอยู่ภาวนาในที่หลายแห่ง ที่ภาคเหนือท่านอยู่ถึง 12 ปี จนได้รับแต่งตั้งให้เป็น “พระครูวินัยธร” ฐานานุกรมของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) สมัยที่ท่านจำพรรษาอยู่จังหวัดเชียงใหม่
พอออกจากเชียงใหม่ จึงของดในการปฏิบัติตามตำแหน่งหน้าที่ เพราะมีจิตมุ่งมั่นในการปฏิบัติเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานฝ่ายเดียว

ในปี พ.ศ.2484 ธุดงค์มายังภาคอีสาน และปักหลักจำพรรษาอยู่ที่ชายป่าบ้านนามน ต่อมาในปี พ.ศ.2487 อยู่จำพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ ต.นาใน บั้นปลายชีวิตจำพรรษาที่วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร
คติธรรมคำสอนให้ศิษย์เพื่อไว้เตือนสติ 2 ข้อ คือ 1.ดีใดไม่มีโทษ ดีนั้นชื่อว่าดีเลิศ 2.ได้สมบัติทั้งปวงไม่ประเสริฐเท่าได้ตนเพราะตนเองเป็นที่เกิดแห่งสมบัติทั้งปวง
ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2492 ที่วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร สิริอายุ 79 ปี พรรษา 56
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 พ.ย.2562 ที่ประชุมใหญ่สมัยสามัญขององค์การยูเนสโก ครั้งที่ 40 มีมติรับรองการร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบบุคคลสำคัญ และเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ในวาระปี 2563-2564 และได้ประกาศยกย่อง “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ

กล่าวสำหรับ “เหรียญพระพุทธ ร.ร.แบบ ป.มาลากุล” เป็นเหรียญพระพุทธรุ่นเดียวที่หลวงปู่มั่น เมตตาอธิษฐานจิตให้ ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
จัดสร้างขึ้นโดยส่วนการศึกษาจังหวัดสกลนคร ประมาณต้นปี พ.ศ.2492 เพื่อมอบให้เป็นรางวัลแก่ผู้บริจาคทรัพย์บำรุงการศึกษา สำหรับใช้จ่ายเกี่ยวกับการเรียนการสอนของโรงเรียนแบบ ป.มาลากุล ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านธาตุนาเวง อ.เมือง จ.สกลนคร (ปัจจุบัน ยุบเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร) โดยขณะนั้น กำลังเปิดทำการสอนใหม่ อีกทั้งยังเป็นการฉลองโรงเรียนใหม่
ลักษณะปั๊มห้าเหลี่ยม คล้ายรูประฆัง มีหูห่วง ด้านหน้าเป็นพระพุทธรูปปางขัดสมาธิ
ด้านหลัง เขียนคำว่า “ที่ระลึก งานฉลอง ร.ร.แบบ ป.มาลากุล สกลนคร พ.ศ.2492”
ครั้นเมื่อทำเหรียญเสร็จ คณะกรรมการนำเหรียญทั้งหมดไปถวายหลวงปู่มั่น อธิษฐานจิตให้ที่วัดป่าบ้านหนองผือ
หลังจากนั้นก็นำไปให้หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนครปลุกเสกเพิ่มเติมอีก
ภายในงานฉลองโรงเรียนแบบ ป.มาลากุล คณะกรรมการส่วนการศึกษา ยังได้จัดนำเฮลิคอปเตอร์บินแสดงโชว์ และถ้าผู้ใดบริจาคทรัพย์ 5 บาท จะได้ขึ้นเครื่องบิน 1 รอบ พร้อมกับมอบเหรียญดังกล่าวให้อีก 1 เหรียญ ซึ่งจำนวนการสร้างในสมัยนั้น ประมาณ 6,007 เหรียญ จัดสร้างเป็นเนื้อเงินและเนื้อทองแดง
นับเป็นเหรียญพิเศษที่หายากยิ่ง