วันจันทร์ที่ 29 มิ.ย.2569 น้อมรำลึกครบรอบ 116 ปี ชาตกาล “พระครูสุธรรมธาดา” หรือ “หลวงพ่อรักษ์ ฐิตธัมโม” อดีตเจ้าอาวาสวัดน้อยแสงจันทร์ ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม
เกิดที่คลองบางตะบูน เมื่อวันแรม 7 ค่ำ เดือน 7 วันพุธ ปีจอ ตรงกับวันที่ 29 มิ.ย.2453 บิดาชื่อนายยิ้ม และมารดา ชื่อนางเหม
ในวัยเด็กบิดาและมารดา นำมาฝากเรียนหนังสือเป็นเด็กวัดอยู่วัดสวนแก้ว อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ภายหลังย้ายมาอยู่ใกล้วัดน้อยแสงจันทร์ เคยตามอาไปอยู่ที่ปทุมธานีใกล้วัดเทียนถวาย แล้วย้ายไปที่ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี
เรียนหนังสืออยู่ที่นั่นจนอายุครบบวช จึงเข้ารับการอุปสมบท พัทธสีมาวัดเทียนถวาย ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2474 มีพระครูธัญญเขตเขมากร (หลวงพ่อช้าง) วัดเขียนเขต เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระปทุมวรนายก (หลวงพ่อสอน) วัดเทียนถวาย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า ฐิตธัมโม
จากนั้น จำพรรษาอยู่ที่วัดเทียนถวาย เพื่อร่ำเรียนวิชากับหลวงพ่อสอน และเรียนกัมมัฏฐานกับหลวงพ่อช้าง วัดเขียนเขต
ต่อมาไปเรียนวิชากัมมัฏฐานเพิ่มเติมจากท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ (เจิม คุณาบุตร) ที่วัดเกตมวดีศรีวราราม ต.บางโทรัด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร จนสำเร็จวิชาต่างๆ มากมาย
แล้วจึงย้ายกลับมาจำพรรษาที่วัดน้อยแสงจันทร์ ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิด และอยู่จำพรรษาเรื่อยมาเพื่อดูแลมารดาที่ชราภาพ ซึ่งในขณะนั้นหลวงพ่อพูนเป็นเจ้าอาวาส
จนถึงปี พ.ศ.2494 หลวงพ่อพูนมรณภาพ ชาวบ้านและคณะกรรมการวัดจึงนิมนต์ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบแทน ด้วยมีคุณสมบัติเหมาะสมด้วยอายุพรรษากาล มีความรู้ทางด้านวิทยาคม อีกทั้งปฏิบัติดีปฏิบัติชอบพร้อมด้วยศีลจริยาวัตร ผู้คนเลื่อมใสศรัทธาควรแก่การกราบไหว้เป็นอย่างยิ่ง
วัดน้อยแสงจันทร์ เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ริมคลองแม่กลอง ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม สร้างเมื่อปี พ.ศ.2459 โดยมีผู้สร้างคือนายเหม็น นางน้อย นายจันทร์ และนางแสง ซึ่งได้สละทรัพย์สมบัติ และที่ดินให้สร้างวัดพร้อมกับเรือนฝากระดานอีกจำนวน 3 หลัง และยังได้จัดสร้างเสนาสนะต่างๆ เพิ่มเติมให้ตลอดมา
ชาวบ้านจึงได้ให้ชื่อวัดนี้ว่า วัดน้อยแสงจันทร์ ตามชื่อผู้สร้าง เพียงแต่รายที่ 4 ซึ่งมีนามว่านายเหม็นนั้น เจ้าตัวเห็นว่าชื่ออาจจะไม่เป็นมงคลนัก จึงให้ใช้ชื่อเพียง 3 ราย
เมื่อหลวงพ่อรักษ์ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาส ก็ได้พัฒนาวัดเพิ่มเติมอย่างสุดความสามารถ ทั้งการสร้างเสนาสนะต่างๆ เพิ่มเติม ปรับปรุงถาวรวัตถุต่างๆ ภายในวัดให้แข็งแรง มั่นคงมากขึ้น และยังได้ขัดเกลาให้ชาวบ้านอยู่ในศีลในธรรม
ในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้น จะเน้นงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง มีการฝึกอบรมพระภิกษุสามเณรทุกกึ่งเดือน ทำวัตรเช้า-เย็น รวมทั้งมีการอบรมศีลธรรมแก่เด็กวัด และนักเรียนโรงเรียนของรัฐ ประชาชนตามหลักเบญจศีลเบญจธรรม
พ.ศ.2516 ช่วยสอนประชาชนในจังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดใกล้เคียงให้รู้จักการนั่งกัมมัฏฐาน
เป็นพระนักพัฒนา อีกทั้งปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ชาวบ้านให้ความเลื่อมใสศรัทธา
ปกครองวัดเรื่อยมา จนล่วงเลยเข้าสู่วัยชราภาพ บ่อยครั้งทำให้อ่อนแรง สุขภาพไม่แข็งแรงดังเดิม กระทั่งอาพาธเป็นประจำ ต้องเข้าออกโรงพยาบาลหลายครั้ง
ท้ายที่สุด ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบในปี พ.ศ.2538 สิริอายุ 85 ปี พรรษา 64