ใครที่เคยเดินทางไป “โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า” แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นการไปเยี่ยมผู้ป่วยหรือไปเข้ารับการรักษา จะพบ “ศาลท้าวหิรัญพนาสูร” ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณโรงพยาบาล
โดยเฉพาะผู้คนในละแวกนั้น ล้วนทราบถึงประวัติความเป็นมาและมีประสบการณ์ปาฏิหาริย์ด้วยตนเอง รวมทั้งแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล ที่ต่างให้ความเคารพศรัทธาอย่างสูง

เมื่อจะทำสิ่งใด มักไปขอพรกับท่านเสมอๆ ไม่เฉพาะเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยเท่านั้นผู้มีทุกข์ร้อนอันใดที่ไม่เกินวิสัยหรือเกิดแต่ผลกรรมที่สร้างมาแล้ว มักปรากฏเหตุอัศจรรย์ให้ผ่านพ้นภัยพิบัติหรือประสบผลสำเร็จตามที่ขอทุกประการ ทำให้ชื่อเสียงของท่านขจรขจาย
ในทุกวันจะมีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศที่มีความเดือดเนื้อร้อนใจพากันมากราบไหว้ขอพรมิได้ขาด
“ท้าวหิรัญพนาสูร” ปรากฏขึ้นในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 คำว่า หิรัญ หมายถึง เงิน สีเงิน หรือบางแห่งแปลความหมายว่า ทอง ส่วน “พนาสูร” เป็นคำเชื่อมกันระหว่างพนา แปลว่า ป่ากับอสูร

ดังนั้น จึงสื่อความหมายถึง เทพาสูรผู้เป็นใหญ่แห่งป่าซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่า “ท้าวหิรัญฮู”
มีผู้อธิบายว่า “ฮู” มาจาก “Who” ในภาษาอังกฤษ

ย้อนไปในปี พ.ศ.2449 ขณะที่ยังทรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเสด็จประพาสมณฑลพายัพ ซึ่งเส้นทางในสมัยนั้นเต็มไปด้วยป่าเขา ภยันตราย และโรคภัยไข้เจ็บ ขณะเมื่อทรงจะออกจากอุตรดิตถ์ ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จรู้สึกหวั่นวิตกต่อภยันตราย
พระองค์จึงทรงมีพระราชดำรัสว่า “ธรรมดาเจ้าใหญ่นายโตจะเสด็จ ณ ที่แห่งใดๆ ก็ดี คงจะมีทั้งเทวดาและปีศาจฤๅอสูร อันเป็นสัมมาทิฏฐิคอยติดตามป้องกันภยันตรายทั้งปวง มิให้ มากล้ำกรายพระองค์และบริวารผู้โดยเสด็จได้ ถึงในการเสด็จครั้งนี้ก็มีเหมือนกัน อย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดมีความวิตกไปเลย”

ด้วยกระแสพระราชดำรัสดังกล่าว ทำให้บรรดาข้าราชบริพารขุนนางใหญ่น้อยอุ่นใจคลายความกังวล
ในขณะเสด็จประพาสนั้น มีข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเกิดนิมิตฝันเห็นบุรุษผู้หนึ่งร่างสูงใหญ่ล่ำสัน บอกนามว่า “หิรัญ” และแจ้งว่าตนเป็นอสูรแห่งป่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติ จะคอยดูแลปกป้ององค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ และข้าราชบริพารในขณะเดินทาง จึงทรงโปรดฯ ให้ตั้งเครื่องสังเวยในป่าริมพลับพลานั้น และเมื่อทรงเสวยก็จะแบ่งพระกระยาหารไปตั้งเป็นเครื่องเซ่นเสมอๆ

ปรากฏว่าการเสด็จพระราชดำเนินหัวเมืองพายัพครั้งนั้นปราศจากเภทภัยอันตราย ไม่มีใครเจ็บไข้ได้ป่วย และประสบความสำเร็จสมดังตั้งพระราชหฤทัยไว้ทุกประการ
ด้วยเหตุดังกล่าวการเสด็จประพาสในคราวต่อมา ข้าราชบริพารจึงทำพิธีอัญเชิญเทพาสูรที่ปรากฏในนิมิตตามเสด็จไปด้วยทุกครั้ง และมีผู้คนมากมายพบเห็นบุรุษในลักษณาการอย่างโบราณ รูปร่างสูงใหญ่ นั่งบ้าง ยืนบ้าง ตามขบวนเสด็จไปด้วยเป็นอันมาก
จนข่าวคราวร่ำลือถึงข้าหลวงมณฑลเทศาภิบาลต่างๆ ทำให้ผู้คนเลื่อมใสและเคารพในท้าวหิรัญฮู กันแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา

เมื่อพระองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ยังทรงระลึกถึงท้าวหิรัญฮูอยู่เสมอ
ดังนั้น ในเดือนเมษายน ปี พ.ศ.2454 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างหลวงมาหล่อรูปท้าวหิรัญฮู ขนาดเล็ก (สูง 20 เซนติเมตร) ด้วยทองสัมฤทธิ์ แต่งองค์ทรงเครื่องสวมชฎาแบบโบราณ มีไม้เท้าเป็นเครื่องประดับยศ จำนวน 4 องค์ ซึ่งถือเป็นรูปหล่อรุ่นแรก ทรงพระราชทานนามเป็นพิเศษว่า “ท้าวหิรัญพนาสูร” และโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานดังนี้
1.ทรงนำไปติดไว้ที่หน้ารถยนต์พระที่นั่งสีขาวชื่อ “เนเปีย”
2.ทรงประดิษฐานไว้ข้างพระที่ในห้องพระบรรทม (ปัจจุบันอยู่ที่วังรื่นฤดี)
3.พระราชทานแก่ พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ) ประดิษฐานที่บ้านพิษณุโลก ซึ่งทายาทยังคงเคารพศรัทธาและเก็บรักษาไว้ตราบเท่าทุกวันนี้
และ 4.ประดิษฐานที่กรมมหาดเล็กหลวง (ต่อมาได้นำมาประดิษฐานหลังหมวดพระยาบาลที่ 8 ร.พ.พระมงกุฎฯ ปัจจุบันอัญเชิญไปประดิษฐานหน้าพระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ (เดิม) ใน ร.พ.พระมงกุฎฯ เช่นกัน
เมื่อพระราชวังพญาไท สร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2465 ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชดำริที่จะให้มีศาลเทพารักษ์ประจำพระราชวัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หล่อรูปท้าวหิรัญพนาสูรขนาดใหญ่ ด้วยทองสัมฤทธิ์ และโปรดฯ ให้มีคำจารึกที่ฐานเทพารักษ์ว่า “พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราวุธมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม พุทธศักราช 2465 เวลา 5 นาฬิกา กับ 9 นาที 41 วินาที หลังเที่ยง”
พร้อมสร้างศาลสำหรับประดิษฐาน ณ พระราชวังพญาไท ซึ่งต่อมาเป็นสถานที่ตั้งโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
ท้าวหิรัญพนาสูร จึงกลายเป็นเทพาสูรศักดิ์สิทธิ์ประจำ ร.พ.พระมงกุฎฯ ที่เคารพสักการะอย่างยิ่งของผู้คนสืบมาถึงปัจจุบันครับผม
คาถาบูชาท้าวหิรัญพนาสูร (จุดธูป 16 ดอก) ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่า … ระหินะ ภูมาสี ภะสะติ นิรันตะรัง ลาภะสุขัง ภะวันตุเม (9 จบ)