“หลวงพ่อทองดี อรุโณ” หรือ “พระครูสุวรรณศีลพิสุทธิ์” อดีตเจ้าอาวาสวัดสุรศักดิ์ ต.เขาคันทรง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี พระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมมีชื่อเสียงทางภาคตะวันออก
เป็นศิษย์หลวงปู่คง สุวัณโณ วัดวังสรรพรส อ.ขลุง จ.จันทบุรี, หลวงปู่เริ่ม ปรโม วัดจุกกะเฌอ จ.ชลบุรี และหลวงพ่อผิว สีลวิสุทโธ วัดสง่างาม จ.ปราจีนบุรี พระเกจิชื่อดังในอดีต
พื้นเพเป็นชาวจังหวัดศรีสะเกษ เกิดเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2476
ในช่วงวัยเยาว์ศึกษาหนังสือไทยจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 14 ปี
ช่วงก่อนเข้าพิธีอุปสมบทนั้นใช้ชีวิตเป็นจับกังแบกข้าวสารในย่านคลองเตย ได้ค่าแรงเฉลี่ยเดือนละ 25 บาท ภายหลังย้ายมาหางานทำที่ชุมชนมาบลำบิด อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี
เมื่อปี พ.ศ.2517 ตั้งใจอุปสมบทเพียง 15 วันเพื่อแก้บนที่วัดไพรสณฑ์ อ.ปลวกแดง มีพระครูสิริพัฒนโสภณ (หลวงพ่อผิว) วัดสง่างาม เจ้าคณะอำเภอเมืองปราจีนบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์
จากนั้นไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่เริ่ม ปรโม วัดจุกกะเฌอ จ.ชลบุรี ประมาณ 6 เดือน เพื่อขอเรียนวิชา ระหว่างนั้นศึกษาพระปริยัติธรรม สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ
จากนั้นไปขอเรียนวิชากับหลวงปู่คง วัดวังสรรพรส กับหลวงพ่อผิว วัดสง่างาม ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์
วิชาที่ได้ร่ำเรียนมีหลายแขนงทั้งการเขียนอักขระเลขยันต์ การเขียนลบผง อิทธิเจ ปถมัง การปลุกเสกเครื่องรางของขลัง วิชาแพทย์แผนโบราณ วิชาการหาสมุนไพรของป่า
ต่อมาจึงย้ายมาจำพรรษาที่วัดสุรศักดิ์เมื่อประมาณปี 2536 เพื่อช่วยหลวงพ่อจวนดูแลงานบูรณะวัด หลังหลวงพ่อจวนมรณภาพจึงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบแทนเมื่อปี 2538 ถัดมาอีก 2 ปีท่านทำเรื่องขอวิสุงคามสีมา เมื่อแก้ปัญหาเรื่องที่ดินแล้วเสร็จจึงยกฐานะจากสำนักสงฆ์ขึ้นเป็นวัดราษฎร์
ทั้งนี้ วัดสุรศักดิ์สร้างราวปี พ.ศ.2511 มีพระครูสังฆรักษ์จวน ฐิตธัมโม เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ส่วนหลวงพ่อทองดีเป็นสมภารรูปที่สอง
สำหรับวัดสุรศักดิ์เดิมทีชาวบ้านสร้างวัดนี้ขึ้นเพื่อรำลึกถึงเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีที่เคยสร้างทางรถไฟตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 นำความเจริญรุ่งเรืองมาให้ชาวบ้านในยุคนั้น แต่เมื่อไปขอชื่อวัดทางกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นตัดคำว่ามนตรีออกอ้างว่าไปพ้องกับพระนาม
อาณาบริเวณวัดมีเนื้อที่ราว 26 ไร่ ภายในวัดสะอาดร่มรื่นไปด้วยแมกไม้ยางนาที่มีลำต้นสูงสง่า แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปทั่วทุกทิศของบริเวณวัด บริเวณโดยรอบร่มรื่น เงียบสงบ ตกแต่งด้วยต้นไม้น้อยใหญ่อย่างสวยงาม เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา
นอกจากนี้ ยังนำพระภิกษุ-สามเณร และญาติโยมร่วมกันปรับปรุงภายในบริเวณวัดให้มีความร่มรื่นสวยงามด้วยการปลูกต้นไม้ สร้างความสงบวิเวกเหมาะสมในการปฏิบัติธรรมยิ่งนัก
อีกทั้งยังได้นำวิชาความรู้ด้านวิทยาคมเป็นกุศโลบายสำคัญ ในการอบรมสั่งสอนศีลธรรมให้ประชาชนทั่วไป ได้ยึดหลักธรรมคำสอนตามแนวทางของพระพุทธศาสนาเป็นวิถีสำคัญในการประพฤติปฏิบัติธรรม และเข้าถึงธรรมะได้อย่างง่าย
วัตถุมงคลที่จัดสร้างขึ้นและบรรดาศิษยานุศิษย์ให้ความเชื่อมั่นไว้วางใจ
แม้วัยจะล่วงเข้าสู่บั้นปลายชีวิตแล้วแต่หลวงพ่อยังคงมีสุขภาพแข็งแรง และยังไม่หยุดที่จะพัฒนาวัดวาอาราม
เป็นพระดีและพระเกจิอาจารย์ชื่อดังอีกรูปหนึ่งของชลบุรี
มรณภาพด้วยโรคชราวันที่ 4 เม.ย.2565 สิริอายุ 88 ปี พรรษา 48