นอกจาก “เหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อคูณ” สร้างในปี พ.ศ.2512 ขณะพำนักอยู่วัดแจ้งนอก ที่ระลึกงานฉลองพระประธานวัดแจ้งนอก จ.นครราชสีมาแล้ว
เมื่อปี พ.ศ.2517 ขณะที่หลวงพ่อคูณจำพรรษาอยู่ที่วัดสระแก้ว อ.เมือง จ.นครราชสีมา ระหว่างปี 2513-2527
ระหว่างนั้น เห็นถึงความยากลำบากของพระสงฆ์ที่อยู่ในวัด มีเพียงกุฏิสงฆ์มุงสังกะสีเล็กๆ เมื่อฝนตกลงมาหลังคา ก็รั่ว เปียกฝน บางหลังก็อยู่พักไม่ได้
จึงมีความคิดที่จะสร้างกุฏิสงฆ์หลังใหญ่ 2 ชั้นขึ้นมา เพื่อใช้เป็นทั้งศาลาการเปรียญ หอฉัน และห้องสำหรับพระสงฆ์พัก จึงได้สร้างเหรียญรุ่นปี 2517 และให้พุทธศาสนิกชนเช่าบูชาจนสามารถรวบรวมเงินบริจาค นำมาสร้างกุฏิสงฆ์หลังใหญ่ดังกล่าวสำเร็จ และใช้ประโยชน์มาจนถึงปัจจุบัน
ลักษณะเป็นทรงรูปไข่ ด้านหน้าเป็นรูปเหมือนครึ่งองค์ หันหน้าตรง ด้านบนเขียนคำว่า “หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ” ด้านล่างเขียนคำว่า “วัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา” ตรงสังฆาฏิด้านหน้าตอกโค้ด “ปรธ” ภายในวงกลม เป็นตัวย่อมาจากคำว่า “ปริสุทโธ” ซึ่งเป็นฉายาของท่าน

ด้านหลังมีอักขรยันต์อยู่ตรงกลาง มีตัวอักษรเขียนคำว่า “ที่ระลึกสร้างกุฏิสงฆ์วัดสระแก้ว อ.เมือง จ.นครราชสีมา” ด้านล่างมีจุดคั่น 2 จุด เขียนว่า “รุ่นพิเศษ ๔ ต.ค.๒๕๑๗”
ปัจจุบันหายาก
สำหรับ “พระเทพวิทยาคม” หรือ “หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ” วัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เป็นพระสงฆ์ที่ชาวไทยให้ความเลื่อมใสศรัทธามากที่สุดอีกรูป
เอกลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ คือ การนั่งยอง พูดกูมึง ดำรงตนแบบสันโดษ จนกลายเป็นภาพที่เห็นกันชินตา
เกิดในสกุล ฉัตรพลกรัง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม 2466 ที่บ้านไร่ ม.6 ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา บิดา-มารดา ชื่อ นายบุญ และนางทองขาว ฉัตรพลกรัง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน ครอบครัวประกอบอาชีพชาวไร่ชาวนาที่อยู่ห่างไกลความเจริญ
ในวัยเยาว์ ต้องสูญเสียโยมบิดามารดาในขณะที่ลูกทั้ง 3 คน ยังเป็นเด็ก ท่านกับน้องๆ จึงอยู่ในความอุปการะของน้าสาว
เมื่ออายุ 6-7 ขวบ เข้าเรียนหนังสือกับพระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หล ทั้งภาษาไทยและภาษาขอม นอกจากนี้ พระอาจารย์ยังมีเมตตาอบรมสั่งสอนวิทยาคม เพื่อป้องกันอันตรายต่างๆ
กระทั่งอายุครบ 21 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ที่พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันศุกร์ที่ 5 พ.ค.2487 ได้รับฉายาว่า ปริสุทโธ

ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา
หลวงพ่อแดงเป็นพระนักปฏิบัติทางด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระอย่างเข้มข้น อีกทั้งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมยิ่ง จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนและลูกศิษย์เป็นอย่างมาก
อยู่ปรนนิบัติรับใช้มานานพอสมควร หลวงพ่อแดงจึงพาไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อคง พุทธสโร ซึ่งหลวงพ่อทั้งสองรูปนี้ เป็นสหธรรมิกกัน ต่างให้ความเคารพซึ่งกันและกัน เมื่อมีโอกาสได้พบปะมักแลกเปลี่ยนธรรมะ ตลอดจนวิทยาคมเสมอ
เวลาล่วงเลยผ่านไป กระทั่งหลวงพ่อคง เห็นว่าลูกศิษย์มีความรอบรู้ชำนาญการปฏิบัติธรรมดีแล้ว จึงแนะนำให้ออกธุดงค์จาริกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ฝึกปฏิบัติธรรมเบื้องสูงต่อไป
หลังจากที่พิจารณาเห็นสมควรแก่กาลแล้ว จึงออกเดินทางกลับสู่ประเทศไทย เดินข้ามเขตด้านจังหวัดสุรินทร์ สู่จังหวัดนครราชสีมา กลับบ้านเกิด
จากนั้นเริ่มดำเนินการก่อสร้างวัดบ้านไร่ เริ่มสร้างอุโบสถ กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ขุดสระน้ำไว้เพื่ออุปโภคและบริโภค และที่สำคัญยังสร้างโรงเรียนไว้เพื่อเด็กบ้านไร่อีกด้วย

กล่าวได้ว่า เป็นพระนักพัฒนาที่มีสาธุชนให้ความศรัทธายิ่ง บริจาคทานจำนวนมหาศาล เพื่อเป็นสาธารณ ประโยชน์ให้แก่ประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ
ลำดับสมณศักดิ์ วันที่ 12 ส.ค.2535 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระญาณวิทยาคมเถร
10 มิ.ย.2539 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ พระราชวิทยาคม
12 ส.ค.2547 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ พระเทพวิทยาคม
ด้วยอายุขัยที่ล่วงเลยเข้าสู่วัยชราภาพ บ่อยครั้งทำให้ท่านอ่อนแรง สุขภาพไม่แข็งแรงดังเดิม กระทั่งล้มป่วยอาพาธเป็นประจำ ต้องเข้าออกโรงพยาบาลหลายครั้ง
กระทั่งเวลา 11.45 น. วันเสาร์ที่ 16 พ.ค.2558 จมรณภาพอย่างสงบ สิริอายุ 92 ปี พรรษา 71