วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อัคคชิโน) กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นผู้แทนมหาเถรสมาคม เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการถวายความรู้แด่พระสังฆาธิการ ระดับเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส รุ่นที่ 52” จัดโดยสถาบันพระสังฆาธิการ สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีพระสังฆาธิการเข้ารับการอบรม จำนวน 220 รูป เพื่อเสริมสร้างทักษะการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ณ หอประชุม พุทธมณฑล ในพระบรมราชูปถัมภ์

การนี้ นางอุดมพร เอกเอี่ยม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวถวายรายงานต่อประธาน โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเข้าร่วมพิธีและปฏิบัติภารกิจโดยพร้อมเพรียง

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวให้โอวาทมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า ผู้ช่วยเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และเจ้าอาวาส ถือว่าเป็นตัวจักรสำคัญในวัดนั้นๆ ที่จะดูแลรักษาศาสนสมบัติ ความเป็นอยู่ของพระภิกษุสามเณร การเป็นเจ้าอาวาสก็ต้องเป็นให้จริงจังไม่ใช่เป็นแต่ในนาม การเป็นเจ้าอาวาส มีกฎหมาย และกฎมหาเถรสมาคม ระบุไว้ว่ามีหน้าที่อย่างไร และมีอำนาจอย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อมีตำแหน่งก็ต้องมีหน้าที่ตามมาด้วย เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้สมตามหน้าที่ตามที่ปรากฏไว้ในกฎหมาย ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนรองเจ้าอาวาสก็มีภาระต้องรับผิดชอบตามที่เจ้าอาวาสได้มอบหมาย ช่วยกันดูแลวัด ทั้งเรื่องการเผยแผ่ การปกครอง การสาธารณูปการ ตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายตลอดถึงผู้ช่วยเจ้าอาวาสก็ต้องเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสที่ดี ทั้ง 3 ตำแหน่งอยู่ในวัดเดียวกันต้องทำงานด้วยความสามัคคี ต้องรู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบ เจ้าอาวาสถ้ามีอายุพรรษามากก็สมควรจะมีรองเจ้าอาวาสรับผิดชอบ ไม่ใช่ไปขวางความเจริญของวัด บวชมานานก็ต้องมองเห็นว่าอะไรควร อะไรไม่ควร อะไรเหมาะสม

ต่อมาวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ (บุญเรือง ปุญฺญโชโต) กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ เป็นประธานในพิธีปิดและมอบวุฒิบัตรแก่ผู้เข้าอบรม ณ หอประชุมพุทธมณฑล ในพระบรมราชูปถัมภ์ จ.นครปฐม

สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ กล่าวให้โอวาทว่า ภารกิจของเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาส ในปัจจุบันนั้น มีความท้าทาย และเกี่ยวเนื่องกับกฎหมาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ระเบียบมหาเถรฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในฐานะที่ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริหารวัด และเป็นผู้นำของชุมชน ก็ขอฝากแนวทางไว้เป็นหลักปฏิบัติ 3 ประการ

1.มีพระธรรมวินัยเป็นรากฐาน การบริหารวัดและการปกครองพระภิกษุสามเณรในวัด จะต้องยึดหลักพระธรรมวินัย และกฎหมายคณะสงฆ์ เป็นบรรทัดฐานอย่างเคร่งครัด ใช้ความเป็นธรรม และใช้ความเมตตาในการปกครอง

2.ศาสนสมบัติต้องโปร่งใส การจัดการทรัพย์สินและผลประโยชน์ ต้องกระทำด้วยความรอบคอบ ถูกต้องตามระเบียบราชการ และระเบียบมหาเถรฯ ในการทำบัญชีที่ตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการอธิกรณ์ และข้อครหา อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียในภายหลัง

และ 3.เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน พระสังฆาธิการในปัจจุบันต้องเป็นกัลยาณมิตร พัฒนาวัดให้เป็นสัปปายสถาน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ อีกทั้งเป็นที่พึ่งทางจิตใจของพุทธศาสนิกชนอย่างแท้จริง เมื่อปฏิบัติเช่นนี้แล้วก็จะทำให้เกิดความงดงาม ความสามัคคี ความพร้อมเพรียงกัน เป็นที่เคารพนับถือในหมู่คณะ ในสังคม

สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ กล่าวต่อไปว่า ขอให้พึงตั้งมั่นในศีลและจริยาวัตรอันดีงามร่วมกัน ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบมหาเถรฯ และกฎหมายคณะสงฆ์ อย่างเสมอภาค เท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ รักษาความเรียบร้อย สง่างาม สมแก่สมณสารูป และทิฐิสามัญญตา พึงปรับความเห็นและความเข้าใจ ให้สอดคล้องกัน รับฟังความคิดเห็นของกันและกัน แลกเปลี่ยนความรู้ด้วยเหตุผล และหลักพระธรรมวินัย เพื่อให้ทัศนคติในการทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อันจะนำไปสู่ความสามัคคีในการปกครองต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน