วันเสาร์ที่ 1 ส.ค.2569 น้อมรำลึกครบรอบ 142 ปี ชาตกาล พระเทพสิทธินายก หรือ หลวงปู่นาค โสภโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ พระเกจิชื่อดังที่ชาวบ้านให้ความเลื่อมใสศรัทธา และรู้จักชื่อเสียง
จัดสร้างพระเครื่องวัตถุมงคลมากมาย อาทิ พระเนื้อผงพิมพ์สมเด็จและเหรียญวัตถุมงคล
มีนามเดิมว่า นาค มะเริงสิทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 1 ส.ค.2427 ที่บ้านปราสาท ต.เมืองปราสาท อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา บิดา-มารดา ชื่อ นายป้อมและนางสงวน มะเริงสิทธิ์
เหมือนกับลูกชาวบ้านทั้งหลายที่เจริญวัยขึ้นมา ต้องหาความรู้ใส่ตัวเพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล แต่โคราชยังไม่มีโรงเรียนเกิดขึ้นมีแต่วัดวาอารามเท่านั้น พ่อแม่จึงส่งบุตรชายมาฝากไว้กับพระครูสังฆวิจารย์ (มี) ซึ่งเป็นลุงของท่านที่วัดบึง ใกล้ประตูชุมพล ซึ่งท่านสั่งสอนวิชาให้ตามสมควร
อายุ 13 ปี บรรพชาเมื่อปี พ.ศ.2440 ที่วัดบึง ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา โดยมีพระครูสังฆวิจารย์ (มี) เป็นพระอุปัชฌาย์

ด้วยความเป็นคนฉลาดเล่าเรียนเก่ง พระอาจารย์ที่เป็นครูสั่งสอนภาษาบาลีและภาษาไทย จึงแนะแนวทางให้ท่านเดินทางเข้ามาศึกษาต่อในสำนักดี ในกรุงเทพฯ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองต่อไป
จากนั้น เดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยกองคาราวานวัว มีผู้ร่วมเดินทางประมาณ 30 คน เดินทางจากโคราชรอนแรมมาเป็นเวลาแรมเดือน จนถึงกรุงเทพฯ โดยพระน้าชายนำฝากไว้กับพระอาจารย์เลื่อม พระลูกวัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งกุฎิอยู่หน้าวัดใกล้ปากคลอง (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งโรงเรียนสตรีวัดระฆัง)
พระธรรมไตรโลกาจารย์ ซึ่งต่อมาเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัด รับไว้ในอุปการะ
อายุ 15 ปี เล่าเรียนภาษาบาลีมีความรู้ถึงขั้นเข้าแปล บาลีเปรียญธรรม 3 ประโยคเป็นครั้งแรกต่อหน้าพระที่นั่ง โดยมีพระเถระทรงสมณศักดิ์หลายรูปเป็นกรรมการฝ่ายสงฆ์ ผลปรากฏว่าสามเณรนาคสอบแปลด้วยปากได้เปรียญธรรม 3 ประโยค ได้รับพระราชทานไทยธรรมเครื่องอัฐบริขาร จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
พ.ศ.2448 มิได้หยุดยั้งความตั้งใจ พยายามศึกษาเล่าเรียนต่อ ปรากฏว่าสอบไล่ได้เปรียญธรรม 4 ประโยค โดยการแปลด้วยปาก ซึ่งเป็นการยากสำหรับยุคนั้น
อายุ 21 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ที่พัทธสีมาวัดระฆังโฆสิตาราม โดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฤทธิ์) วัดอรุณราชวราราม เป็นพระอุปัชฌาย์, สมเด็จพระวันรัต (ฑิต) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระธรรมโกศาจารย์ (แพ) วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์
พระธรรมไตรโลกาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ) เป็นผู้บอกอนุศาสน์ พระอุปัชฌาย์ให้นามฉายาว่า “โสภโณ”
พ.ศ.2449 เข้าสอบแปลเปรียญธรรม 5 ประโยค แต่ไม่ได้เข้าสอบเปรียญธรรมต่อถึงประโยค 6 เหตุที่มีภารกิจเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดถวายงานวัดให้ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าอาวาส
ในระหว่างที่ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมบาลี ก็หาเวลาไปศึกษาทางวิปัสสนากัมมัฏฐานเพิ่มเติมกับพระอาจารย์ที่วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) และวัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) ลงมือปฏิบัติจิตตภาวนาอย่างเคร่งครัด โดยเพียรพยายามศึกษาและฝึกปฏิบัติอยู่นานถึง 10 ปี สามารถทำมูลกัมมัฏฐานเป็นฌานวิปัสสนา
พ.ศ.2484 สร้างวัตถุมงคลพระสมเด็จขึ้นมา โดยอาศัยตำราของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ระหว่างนั้นเป็นเวลาที่บ้านเมืองเกิดสงครามเอเชียบูรพา ท่านจึงได้แจกจ่ายพระสมเด็จดังกล่าวให้ทหารติดตัวไปในสมรภูมิ เพื่อเป็นการบำรุงขวัญและกำลังใจแก่ทหารอีกส่วนหนึ่งด้วย พระสมเด็จที่หลวงปู่นาคจัดสร้างขึ้นครั้งนั้น และที่สร้างขึ้นในรุ่นต่อมา ปรากฏว่า ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ปรากฏเกียรติคุณในวงการพระเครื่อง ตลอดจนถึงทุกวันนี้
ลำดับงานปกครอง พ.ศ.2467 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม พ.ศ.2468 เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2464 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระธรรมกิติ วันที่ 6 พ.ย.2474 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชโมลี
วันที่ 5 ธ.ค.2500 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพสิทธินายก
มรณภาพอย่างสงบด้วยโรคชรา ที่โรงพยาบาลศิริราช ธนบุรี เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ม.ค.2514 เวลา 04.45 น. สิริอายุ 87 ปี พรรษา 66 เป็นเจ้าอาวาสครองวัดระฆังโฆสิตาราม อยู่ 47 ปี