วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดงาน “วันศาสนูปถัมภ์” ประจำปีพุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 85 ปี กรมการศาสนา ณ ห้องประชุมกรมการศาสนา ชั้น 2 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม โดยมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธ์ เขมังกโร) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนองค์การทางศาสนา อดีตผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา และสื่อมวลชนเข้าร่วม

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 85 ปี กรมการศาสนา จึงนับเป็นวาระสำคัญในการน้อมรำลึกถึงคุณูปการของบุคคลที่ได้ทำคุณประโยชน์ต่อศาสนาและกรมการศาสนาทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยกรมการศาสนา ได้จัดงาน “วันศาสนูปถัมภ์” ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 63 ตลอดปี พ.ศ.2569

กรมการศาสนาได้ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญทั้งด้านการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และศาสนพิธี การเสริมสร้างความสัมพันธ์และความสมานฉันท์ระหว่างศาสนา การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และการนำมิติทางศาสนาและวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างคุณค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ พิธีทางศาสนาเฉลิมพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ กิจกรรมศาสนิกสัมพันธ์ ค่ายเยาวชนศาสนิกสัมพันธ์ กิจกรรมเนื่องในวันสำคัญทางศาสนา การสวดมนต์ข้ามปี การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ตลอดจนการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนา เทศกาล และประเพณีทางศาสนา เพื่อเชื่อมโยงพลังศรัทธากับการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชน

ขณะเดียวกัน กรมการศาสนาให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่เด็กและเยาวชน ภายใต้แนวคิดการสร้าง “เยาวชนไทยหัวใจสีขาว” เพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีตั้งแต่วัยเยาว์ ผ่านเครือข่ายและกิจกรรมต่างๆ อาทิ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิด การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน การบรรยายธรรม และการสวดโอ้เอ้วิหารราย โดยมีเด็กและเยาวชนทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1 ล้านคน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักคิดดี ทำดี มีจิตสาธารณะ และสามารถนำหลักธรรมทางศาสนาไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคตสำหรับทิศทางการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ.2570 กรมการศาสนาพร้อมขานรับนโยบายของ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ในการผลักดันวัฒนธรรมสู่การเป็นทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถสร้างทั้งคุณค่า และมูลค่าให้แก่ประเทศ ภายใต้การขับเคลื่อน 5C+1 และแนวคิด “Ministry of Culture New Era-กระทรวงวัฒนธรรมยุคใหม่ ก้าวไกลสู่สากล”

กรมการศาสนา จึงเตรียมยกระดับการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “Faith to Future” เปลี่ยนพลังแห่งศรัทธาและทุนทางศาสนาให้เป็นพลังสร้างอนาคตของประเทศ ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ “Faith ” Meditation Economy” หรือ “ศรัทธา สมาธิ ศรษฐกิจ” เพื่อสร้างคุณค่าทั้งทางจิตใจ สังคม และเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมในมิติ “ศรัทธา” (Faith) จะมุ่งนำทุนทางศาสนา ความเชื่อ วิถีวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของชุมชนมาต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวทางศาสนาและจิตวิญญาณ (Spiritual Tourism) เชื่อมโยงวัด ศาสนสถาน ชุมชน และแหล่งเรียนรู้ทางศาสนาทั่วประเทศ ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และประสบการณ์ทางจิตใจ พร้อมส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาและจิตวิญญาณ ในมิติ “สมาธิ” (Meditation) กรมการศาสนาเตรียมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิระดับนานาชาติ” (International Hub for Meditation Practice)

โดยเชื่อมโยงเครือข่ายสถานปฏิบัติธรรมและองค์ความรู้ด้านสมาธิของประเทศไทย พัฒนากิจกรรมและหลักสูตรที่สามารถเข้าถึงประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อาทิ กิจกรรมสมาธิระดับนานาชาติ หลักสูตรปฏิบัติธรรมสำหรับชาวต่างชาติ และการส่งเสริมสติและสมาธิเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่คุณค่าของสมาธิและวิถีแห่งสติของไทยสู่ระดับสากล

ส่วนมิติ “เศรษฐกิจ” (Economy) จะมุ่งเชื่อมโยงทุนทางศาสนาและวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยต่อยอด “ชุมชนคุณธรรมพลังบวร” ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ใช้พลังของ “บ้าน วัด/ศาสนสถาน โรงเรียน/ราชการ” เชื่อมโยงกิจกรรมทางศาสนา วิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชน และเทศกาลประเพณี เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน