วันเสาร์ที่ 5 ก.ย.2569 น้อมรำลึกครบรอบ 104 ปี ชาตกาล “หลวงปู่ลี กุสลธโร” วัดป่าเกสรศีลคุณ ธรรมเจดีย์ (ภูผาแดง) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี พระเถระฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ชาวเมืองอุดรธานี ล้วนแต่ให้ความเคารพและศรัทธา
ด้วยความเป็นพระป่า ยึดหลักคำสอนแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งทางใจแก่พุทธศาสนิกชนผู้ตั้งมั่นอยู่ในธรรม
อีกทั้ง เป็นลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด
มีนามเดิม ลี กุสลธีโร เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ก.ย.2465 ที่ อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ เป็นบุตรของนายอู๊ด ทองคำ อาชีพช่างตีทอง และนางโพธิ์ ชาลี เชียงพิณ ต้นตระกูลเดิมคุณตาคุณยาย เป็นคนเมืองเวียงจันทน์ สปป.ลาว ครั้งเมื่อเกิดศึกสงครามบรรพบุรุษ จึงได้ตัดสินใจอพยพย้ายภูมิลำเนา มาตั้งรกรากทำมาหากินอยู่ที่ อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์
ครั้น ด.ช.ลี ถือกำเนิดขึ้นได้ระยะหนึ่ง โยมบิดา-มารดา จึงพากันอพยพย้ายถิ่นฐานมาที่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย
ต่อมานางโพธิ์ โยมมารดาได้หย่าร้างกับนายอู๊ด บิดา ก่อนที่โยมมารดาจะพาบุตรย้ายถิ่นฐานอพยพมาอยู่ที่บ้านน้ำพ่น ต.น้ำพ่น อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี แล้วลงหลักปักฐานใช้ชีวิตด้วยการยึดอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ อยู่ที่บ้านหนองบัวบาน ต.หนองบัวบาน อ.หนองวัวซอ
ภายหลังมารดาได้แต่งงานใหม่กับนายบุ่น ชาลีเชียงพิณ
ครั้นอายุ 20 ปี ได้แต่งงานกับ น.ส.วตี หลังภรรยาคลอดลูกคนแรกออกมาเสียชีวิต ท่านเกิดความสลดใจมาก ต่อมาภายหลังได้ฟังธรรมจากหลวงปู่เหรียญใหญ่ (เป็นคน จ.อุบลราชธานี) พระกัมมัฏฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ธุดงค์มา ปักกลดป่าแถวหมู่บ้านที่ท่านอาศัยอยู่ เกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงขอออกบวช

เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2493 ขณะอายุ 29 ปี ที่วัดศรีโพนเมือง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สกลนคร โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ ฝั้น อาจาโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายานามว่า “กุสลธโร” แปลว่า “พระผู้ทรงไว้ซึ่งความฉลาด”
ซึ่งวันที่ท่านอุปสมบทนั้น เป็นวันถวายเพลิงหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า ที่วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร
หลังจากนั้น ในพรรษาแรก หลวงปู่ลี ได้ศึกษาพระธรรมวินัยและการปฏิบัติจิตตภาวนาอยู่กับหลวงปู่สิงห์ ขันตยา คโม และหลวงปู่มหาปิ่น ปัญญาพโล ที่วัดป่าทรงคุณ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม เป็นลูกศิษย์รุ่นแรกของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ต่อมา หลวงปู่ลี ได้เข้ากราบนมัสการและขอมอบกายถวายชีวิต ติดตามอยู่ศึกษาอบรมกับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนตลอดมา รวมทั้งทำหน้าที่ในการดูแลอุปัฏฐากองค์หลวงตามหาบัว ในขณะที่หลวงตามหาบัวอาพาธ และอยู่ดูแลจนหลวงตามหาบัวละสังขาร
เป็นที่รู้จักกันดีว่า หลวงปู่ลี มีความเคารพหลวงตามหาบัว เมื่อครั้งที่หลวงตามหาบัวมีดำริทอดผ้าป่าช่วยชาติไทย หรือเรื่องสงเคราะห์โลกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตึกสงฆ์อาพาธ (อาคาร 96 ปี) โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี การตั้งมูลนิธิสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน แม้แต่ในยามที่องค์หลวงตามหาบัว อาพาธหนัก หลวงปู่ลีจะมาอยู่ประจำที่วัดป่าบ้านตาดเพื่อดูแลรักษาอาการอาพาธ และธุระของครูบาอาจารย์อย่างสุดความสามารถ
จนกระทั่ง หลวงตามหาบัวละสังขาร หรือในงานพระราชทานเพลิงสรีรสังขารหลวงตา
หลวงปู่ลี เป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่คอยควบคุมดูแลงานทุกอย่าง จนสำเร็จลุล่วงผ่านไปด้วยดีโดยตลอด
ท่านอบรมสอนสั่งพระภิกษุ-สามเณร รวมทั้งประชาชนญาติโยมทั้งใกล้ไกล ให้รู้จักศีลธรรม เป็นคนดีของสังคม ไม่เบียดเบียนกัน ให้รู้รักสามัคคี รวมทั้งให้เป็นคนที่มีหลักธรรมประจำใจ และให้หมั่นกระทำบำเพ็ญ ในการให้ทาน การรักษาศีล และการภาวนา เป็นต้น
ธรรมะที่หลวงปู่สั่งสอน เป็นธรรมะแบบพระป่าล้วนๆ เข้าใจง่าย
เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2561 หลวงปู่ลีละสังขารด้วยอาการสงบ จากอาการอาพาธด้วยโรคชรา สิริอายุ 96 ปี พรรษา 68 ที่วัดป่าเกษรศีลคุณธรรมเจดีย์ (วัดป่าภูผาแดง) จ.อุดรธานี
สร้างความเศร้าสลดอาลัยแก่คณะศิษยานุศิษย์เป็นอย่างยิ่ง
ตลอดชีวิต หลวงปู่ลีอาศัยในร่มเงาพระพุทธศาสนา ประกอบคุณงามความดีด้วยจิตใจที่ผ่องแผ้ว แม้ท่านจะละสังขารลาโลกไปแล้ว แต่คุณงามความดีที่ได้ประกอบศาสนกิจมาตลอดชีวิต
จะเป็นที่จดจำของชาวเมืองอุดรธานีอย่างมิลืมเลือน