วันที่ 14 ก.ค.2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนา พระพรหมวชิรมุนี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี ศรีปริยัติกิจโกศล โสภณศาสนกิจพิธาน คุณาลังการธรรมานุสิฐ พิพิธธรรมสาธก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.2569 ประกาศ ณ วันที่ 14 ก.ค.2569
ปัจจุบัน สมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี (เชิด จิตตคุตโต) สิริอายุ 85 ปี พรรษา 65 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม, ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 4 และกรรมการมหาเถรสมาคม
มีนามเดิม เชิด ฤกษ์ภาชนี เกิดเมื่อวันอังคารที่ 17 ก.พ.2484 ที่บ้านต.รางจระเข้ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา บิดา-มารดา ชื่อ นายซื่อและนางชั้น ฤกษ์ภาชนี ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย
บรรพชา วันเสาร์ที่ 7 ก.ค.2497 ที่วัดรางจระเข้ ต.บ้านโพธิ์ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีพระครูปริยัติคุณปการ (วาสน์ ธัมมโชโต) เจ้าอาวาสวัดบ้านแพน เป็นพระอุปัชฌาย์
ระหว่างบรรพชา ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมกับหลวงลุงโก๋ ปี พ.ศ.2498 สอบได้นักธรรมชั้นตรี ก่อนย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดบางกระทิง สอบได้นักธรรมชั้นโท
จากนั้นมาอยู่กับพระสุเมธมุนี (มังกร กัสสโป) อดีตเจ้าอาวาสวัดบางหลวง จ.ปทุมธานี สามารถสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค
ครั้นอายุครบ 21 ปี เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดรางจระเข้ โดยมีพระครูพิศิษฐ์สังฆการ (สมบูรณ์ อิสิญาโณ) เจ้าอาวาสวัดบางกระทิง เป็นพระอุปัชฌาย์, พระสุเมธมุนี (มังกร กัสสโป) เจ้าอาวาสวัดบางหลวง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูกุหลาบ ธัมมสุทโธ เจ้าอาวาสวัดรางจระเข้ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า จิตตคุตโต
จากนั้น พระมหาเชิดกลับไปจำพรรษาอยู่ที่วัดบางหลวง มุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม จนสามารถสอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค พร้อมทั้งได้รับมอบหมายให้เป็นครูสอนบาลีในสำนักวัดบางหลวง จ.ปทุมธานี
มีความตั้งใจเรียนพระปริยัติธรรมในระดับสูง แต่ด้วยเห็นว่าวัดในต่างจังหวัดยังมีความไม่พร้อมในด้านการศึกษาหลายด้าน จึงตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวง ไปเรียนหนังสือที่สำนักเรียนวัดสามพระยา กรุงเทพฯ เพื่อสอบเปรียญธรรม 8 ประโยค ในฐานะพระอาคันตุกะ
ผ่านพ้นไป 2 ปี ย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดสุทัศนเทพวราราม โดยได้รับเมตตาจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม) ซึ่งในขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมวิสุทธาจารย์ ประจำอยู่ที่คณะ 9

ได้รับความไว้วางใจจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม) สนองงาน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2511-2557 รวมระยะ 46 ปี
ตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย อาทิ เป็นเลขานุการวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นพระอุปัชฌาย์ ฯลฯ
พ.ศ.2559 เป็นเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม
ด้านการศึกษาสงฆ์ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เป็นผู้ช่วยประธานกรรมการและเป็นอาจารย์สอนโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ และอาจารย์ใหญ่ วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นรองแม่กองธรรมสนามหลวง ฝ่ายธรรมศึกษา ฯลฯ
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2523 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ แต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระศรีวราภรณ์ พ.ศ.2537 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชวิสุทธิดิลก พ.ศ.2543 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะที่ชั้นเทพที่ พระเทพวิมลโมลี
พ.ศ.2548 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมรัตนดิลก
และ พ.ศ.2562 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏที่ พระวิสุทธาธิบดี
วันที่ 8 ก.พ.2565 ได้รับสถาปนาเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมวชิรมุนี
ล่าสุด วันที่ 14 ก.ค.2569 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี
ทั้งนี้ สมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี เป็นพระเถระที่มีศีลาจารวัตรงดงาม เมตตา ทำหน้าที่ในฐานะแห่งนักปกครองที่เอาใจใส่ดูแลความเป็นไปของวัดสุทัศนเทพวรารามอย่างดียิ่ง
เป็นมหาพระเถระที่ควรแก่การกราบไหว้ยกย่องโดยแท้อีกรูป!!