“สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” หรือ GI ซึ่งถูกมองในฐานะเครื่องหมายรับรองแหล่งกำเนิดและคุณภาพสินค้า แต่วันนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กำลังขยับบทบาทของ GI ให้ก้าวไปไกลกว่านั้น ด้วยการนำผู้ประกอบการสินค้า GI ออกไปพบตลาดและคู่ค้าต่างประเทศโดยตรง เพื่อเปลี่ยน “อัตลักษณ์ท้องถิ่น” ให้กลายเป็นโอกาสทางการค้าและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

รายงานพิเศษ - กรมทรัพย์สินฯจุดพลุGIไทย ดันของดีท้องถิ่นโกอินเตอร์สร้างมูลค่าโลก

ข้าวกล้อง GI

 

ภารกิจล่าสุดคือการนำผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและอาหาร GI ไทย 6 รายการ เดินทางไปเปิดตลาดที่สิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 21-24 ส.ค. 2569 ในงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 ณ Singapore EXPO ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ GI ได้นำเสนอสินค้ากับผู้บริโภคโดยตรง พร้อมกันนี้ทางกรมยังจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้า ผู้ซื้อประกอบธุรกิจในสิงคโปร์ 15 ราย ก่อนต่อยอดด้วยการหารือ Shopee และ TikTok Singapore เพื่อขยายตลาดผ่านช่องทางดิจิทัล

ผลจากการเปิดตลาดครั้งนี้ ผู้ประกอบการทั้ง 6 รายทำยอดขายจากการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า 3 วัน รวมกว่า 5 ล้านบาท ขณะที่การเจรจาธุรกิจ (Business Matching) คาดว่าจะสร้างมูลค่าการค้า ทั้งคำสั่งซื้อทันทีและคำสั่งซื้อในระยะยาวไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท

รายงานพิเศษ - กรมทรัพย์สินฯจุดพลุGIไทย ดันของดีท้องถิ่นโกอินเตอร์สร้างมูลค่าโลก

เยี่ยมชมสำนักงาน TikTok สิงคโปร์

 

จาก ‘ตรา GI’ สู่เครื่องมือสร้างตลาด

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า กรมได้ส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นด้วย GI ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ที่วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายตลาด และเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว

โจทย์ของกรมจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การขึ้นทะเบียนสินค้าแต่เป็นการนำ “ทุนอัตลักษณ์ของชุมชน” ไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการสร้างตลาดใหม่ในต่างประเทศ เพราะสินค้า GI มีจุดขายที่มากกว่าคุณภาพของตัวสินค้า แต่สามารถบอกเล่าเรื่องราวของพื้นที่ แหล่งกำเนิด ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของผู้ผลิตได้ด้วย

รายงานพิเศษ - กรมทรัพย์สินฯจุดพลุGIไทย ดันของดีท้องถิ่นโกอินเตอร์สร้างมูลค่าโลก

เจรจาธุรกิจ

 

สิงคโปร์จึงถูกเลือกเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมาย เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และแหล่งที่มาของสินค้า อีกทั้งมีความคุ้นเคยกับอาหารและวัตถุดิบไทย ขณะที่ไทยมีสินค้า GI ขึ้นทะเบียนแล้ว 269 รายการ โดยประมาณ 90% เป็นสินค้าเกษตร ซึ่งหลายรายการมีชื่อเสียงและอัตลักษณ์เฉพาะ สามารถวางตำแหน่งในตลาดพรีเมียมได้

6 ผู้ประกอบการ เปิดตลาดถึงมือผู้ซื้อ

สินค้า GI ที่กรมนำไปเปิดตลาดครั้งนี้ ประกอบด้วย ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน ไชโป๊โพธาราม มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว และทุเรียนป่าละอู ซึ่งแต่ละรายการมีความแตกต่างจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ของแหล่งผลิต และสามารถนำเรื่องราวเหล่านี้มาใช้เป็นจุดขายในตลาดต่างประเทศ

รายงานพิเศษ - กรมทรัพย์สินฯจุดพลุGIไทย ดันของดีท้องถิ่นโกอินเตอร์สร้างมูลค่าโลก

ลลิตา ข่าขันมะลี

 

ตลอด 3 วันของงาน ณ Singapore EXPO มีผู้สนใจเข้าชมและเลือกซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือส้มโอทับทิมสยามปากพนังและไชโป๊โพธาราม ทำให้ยอดขายได้ถึง 5 ล้านบาท ที่สำคัญกว่านั้นคือ ผู้ประกอบการได้เห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคต่างประเทศด้วยตัวเอง ตั้งแต่ความสนใจในสินค้า ระดับราคา ไปจนถึงรูปแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถนำกลับไปปรับกลยุทธ์ก่อนขยายตลาดอย่างจริงจัง

รายงานพิเศษ - กรมทรัพย์สินฯจุดพลุGIไทย ดันของดีท้องถิ่นโกอินเตอร์สร้างมูลค่าโลก

ออกบูธ GI ในงาน APAC Food & Beverage Expo 2026

 

ในวันที่ 24 ส.ค. กรมนำผู้ประกอบการทั้ง 6 รายเข้าสู่เวที Business Matching กับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และผู้ประกอบธุรกิจสิงคโปร์ 15 ราย ณ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศกรุงสิงคโปร์ โดยมีนางวรพรรณี ดำรงมณี เอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์ ให้การต้อนรับโดย น.ส.รสพร ปัญญาทวีโชติ ผู้ประกอบการทุเรียนป่าละอู GI กล่าวว่าการร่วมเดินทางในครั้งนี้ นอกจากได้สัมผัสตลาดจริง ทำให้เห็นทั้งโอกาส การแข่งขัน และแนวทางพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นแล้ว ยังได้คำสั่งซื้อจากผู้จัดจำหน่ายในสิงคโปร์ ซึ่งมีความต้องการ 100 ลูกต่อสัปดาห์ โดยจะนำประสบการณ์และข้อมูลที่ได้รับกลับไปพัฒนาสินค้าและเตรียมความพร้อมสู่ตลาดต่างประเทศ

ด้านเกลือภูเขาบ่อเกลือน่านกลับสร้างความสนใจเกินคาด โดยเฉพาะดอกเกลือทรงพีระมิดและผลิตภัณฑ์จากเกลือที่ตอบโจทย์กระแสรักสุขภาพ ขณะที่ผงยาสีฟันสมุนไพรและผงล้างผักผลไม้จากดอกเกลือผสมชาร์โคลขายหมดตั้งแต่วันแรก สะท้อนว่าการนำสินค้าออกไปพบตลาดจริงยังช่วยค้นหา “สินค้าที่ตลาดต้องการ”

รายงานพิเศษ - กรมทรัพย์สินฯจุดพลุGIไทย ดันของดีท้องถิ่นโกอินเตอร์สร้างมูลค่าโลก

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

 

ขณะที่ส้มโอทับทิมสยามของนายบุญรวย คงเกาะทวด ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อจำนวนมาก โดยเฉพาะการสั่งซื้อเป็นล็อตใหญ่ในกิจกรรม Business Matching

การเจรจาธุรกิจครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงให้ผู้ซื้อรู้จักสินค้า แต่เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยถึงความต้องการของตลาด มาตรฐานและเงื่อนไขการนำเข้า รูปแบบสินค้า บรรจุภัณฑ์ ระดับราคา และช่องทางจำหน่ายโดยตรง

โดยนางอรมนประเมินว่า การเจรจาสามารถต่อยอดเป็นคำสั่งซื้อทั้งระยะสั้นและระยะยาวไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท จุดนี้จึงถือเป็นอีกขั้นของการทำงานเชิงรุก เพราะกรมทำหน้าที่เชื่อมผู้ประกอบการรายย่อยจากชุมชนเข้ากับคู่ค้าต่างประเทศโดยตรง

เสียงจากผู้ซื้อสิงคโปร์ยิ่งสะท้อนช่องว่างทางการตลาดที่ยังมีอยู่

Lim Jun Yong จาก Yong Wen Group มองว่าสินค้า GI เป็นสินค้าเฉพาะถิ่นที่ช่วยสร้างความหลากหลายให้ตลาด โดยเฉพาะเกลือ GI ทรงพีระมิดที่มีความแปลกใหม่และมีศักยภาพในตลาดเฉพาะกลุ่ม

ขณะที่ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในสิงคโปร์อย่างนางลลิตา ข่าขันมะลี เจ้าของร้าน Tha Siam Authentic Thai Kitchen สนใจทั้งน้ำมะพร้าว ส้มโอ GI และไชโป๊ โดยอยู่ระหว่างทดลองระบบขนส่งและการเก็บรักษาก่อนพัฒนาไปสู่การสั่งซื้อปริมาณมากขึ้น

เดินเกมสู่ตลาดออนไลน์

ภารกิจของกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้จบลงหลังปิดงานที่ Singapore EXPO แต่เดินหน้าต่อทันทีในวันที่ 25 ส.ค. ด้วยการเข้าหารือกับ Shopee Singapore และ TikTok Singapore

โดยการหารือกับ Shopee มุ่งใช้ Shopee International Platform หรือ SIP เป็นช่องทางช่วยให้ผู้ประกอบการไทยขยายการมองเห็นสินค้าไปยังผู้บริโภคต่างประเทศ โดยยังบริหารร้านค้า ผ่านระบบปกติ ขณะที่แพลตฟอร์มสนับสนุนด้านคำสั่งซื้อและการจัดส่ง ปัจจุบันเชื่อมโยงตลาดมาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ซึ่งกรมมองว่าจะช่วยลดอุปสรรคของผู้ประกอบการรายเล็กในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ

นางอรมนมองว่า การใช้ช่องทางดิจิทัลควบคู่กับการสร้างโอกาสทางการค้าในตลาดจริง จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคต่างประเทศและนำข้อมูลกลับมาพัฒนาสินค้าให้พร้อมสำหรับการส่งออกในอนาคต

ในระยะต่อไป GI ยังสามารถทำหน้าที่มากกว่าการเป็นเครื่องหมายบนบรรจุภัณฑ์ เพราะเรื่องราวของสินค้าเชื่อมโยงผู้บริโภคกลับไปยังพื้นที่ผลิตและชุมชนได้ ตั้งแต่การเดินทางไปเยี่ยมแหล่งผลิต เรียนรู้ภูมิปัญญา ไปจนถึงสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น สอดคล้องกับแนวคิด Visitor Economy ที่เชื่อมการใช้จ่ายของผู้มาเยือนเข้ากับสินค้าและบริการของชุมชน

ดังนั้น ภารกิจของกรมทรัพย์สินทางปัญญาในครั้งนี้จึงเป็นภาพของการ “เดินเกมตลาด” มากกว่าการพา GI ไปแสดงสินค้าเพียงครั้งเดียว เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือทำให้สินค้าเกษตรและอาหารที่มีอัตลักษณ์จากแต่ละพื้นที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มมีตลาดรองรับ และแข่งขันในเวทีโลกได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน